Weeranart 的个人资料Cafe' de MeeN照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
Cafe' de MeeNอยากให้ที่นี่เหมือนบ้านของทุกคน รู้สึกอบอุ่น และกรุ่นกลิ่นไอกาแฟ |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ฟังเพลงสบายๆ ระหว่างละเลียดฟองนม
นิตยสารอ่านสบาย แนวไลฟ์สไตล์ ที่มีนขอแนะนำ ชอบอ่านก็หยิบไป
|
いらっしゃいませ ขอบคุณ ที่แวะเวียนมาสูดกลิ่นอาราบิก้านะคะ ใครเข้ามาไม่สั่งกาแฟไม่ว่า แต่เซ็นต์ชื่อหน่อยน้า
2009/11/17 I Hate Nothing @ all -- VOL.9ช่วงที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นกับเรา มันหลายอย่าง เราแปะไว้ในสมองที่มีอยู่น้อยนิดว่า จะเล่าเรื่องโน้นนี้ ในบล็อก แต่ก็อย่าพูดว่าไม่มีเวลาเลย พูดว่าเอาเวลาไปทำอย่างอื่นหมดดีกว่า บ้างอย่างก็ดีอยู่หรอก แต่ไอ้ที่ไร้สาระก็เยอะ วันนี้ เลยเล่าเรื่องฝึกงานที่ค้างเติ่งอยู่ไม่จบซะที เอ้าเริ่ม คราวนี้จะเล่าเรื่องที่เกริ่นไว้ ............................ ต้องสารภาพกันอย่างจริงจัง และจริงใจว่า หลังจากโวลลุ่มแปดผ่านไป เราไม่ได้อัพเป็นเดือน จนมาถึงวันนี้เราแทบจำเรื่องราวตอนฝึกงานไม่ได้แล้ว แต่อาศัยว่าได้จดๆ ไว้บ้างว่าวันๆ ทำอะไร แต่จะว่าก็จำไม่ค่อยได้อยู่ดี จะพยายามรำลึกถึงอดีตก็แล้วกัน วันอังคารนี้(นั้น)เป็นวันหยุดทางศาสนาสักวันหนึ่งแหละ วันอะไรก็ไม่รู้ เฮ้อ กูยังเป็นพุทธศาสนิกชนอยู่มั้ย? แต่เราก็ไม่ได้หยุดอีกแล้ว ต่อเนื่องจากที่เราได้ไปงานของสมาคมนักเขียน วันนี้ก็มีอีกงาน วันนี้มีงานมอบรางวัลศรีบูรพา วันเปิดตัววันนักเขียนแห่งชาติ ( ๕ พ.ค.) แต่ที่เราสนใจงานนี้มาก เพราะจะมีการรำลึกการจากไปของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จริงๆ เราเคยอ่านงานของเขามาบ้างจากนิตยสาร แล้วต้องสารภาพว่า อ่านไม่รู้เรื่องอย่างแรง และนี่จึงทำให้เราสนใจในตัวเขาว่า ทำไมเขาจึงเป็นศิลปินแห่งชาติ แต่ทำไมเราอ่านงานเขาไม่รู้เรื่อง เขามีชีวิตที่น่าสนใจมาก เขาถือว่าเป็นทั้งเพลบอย สูบกัญชา กินเหล้าก็เยอะ เรื่องผู้หญิงนี่ไม่ต้องพูดถึง แต่คนแบบนี้แหละ ที่มีวินัยของนักเขียนเต็มร้อย ไม่น่าเชื่อ ตอนหลังเราได้มาอ่านหนังสือเขา แล้วเราก็พบว่า มันก็รู้เรื่องนี่นา แต่ต้องปรับตัวในให้ชินกับการใช้ภาษาของคุณอาว์อย่างมาก อ่านแล้วเหมือนเรียนรู้ศัพท์ใหม่ทุกวัน ฮ่าๆ เรื่องที่อ่านเป็นสารคดีก็อ่านสนุกมาก ได้แง่คิดหลายอย่าง ที่บางทีเราไม่เคยว่า เออ เหรอ มันเป็นแบบนี้เองเหรอ วันต่อมาเราต้องไปบุกผับ วันนี้เราต้องไปขอคอนแทค ก้อย รัชวิน กับ เป้ สเลอ ดังนั้นเราก็ต้องพรุ่งตรงไปยังร้านทอย ที่อาร์ซีเอ ด้วยที่ใส่ชุดนิสิต แล้วเอ่อ ไปผับ คนก็จะมองๆ งานนี้เราไปกับผึ้ง บอกงานเริ่มสี่โมง เราไปตรงเวลาเป๊ะ เพื่อไม่ให้เสียงาน แต่จริงๆ กว่างานจะเริ่มตั้งหกโมง เรากินมิกซ์ (ซึ่งเป็นโค้ก) หลายรอบ จนต้องลุกไปฉี่ กินไก่ทอดไปหลายขา จนปากมัน กว่างานจะเริ่มได้ งานนี้จริงๆ แล้วเป็นงานของแฟต เรดิโอ จัดประกวด แอร์ แบนด์ ก็คือเหมือนเล่นดนตรีอ่ะ แต่เล่นในอากาศ เปิดเพลง แล้วก็ไม่ต้องมีเครื่องดนตรีจริง ทำเป็นว่าเล่น ใครแถได้มันสุด ชนะ ว่างั้นเถอะ ก้อย ก็ไปเป็นคนตัดสิน ร่วมกับ เอ๋ โมโนโทน แล้วก็สองพาราด็อกซ์ ระหว่างที่เรานั่งโซ้ยของกิน สองพาราด็อกซ์ก็โซ้ยเยอะเหมือนกัน เราแอบเห็น ยิ่งค่ำ บรรยากาศในผับก็สนุกขึ้น รวมทั้งการแสดงของริชแมนทอย ซึ่งเป็นวงที่กูฟังไม่รู้เรื่องอย่างแรง คือ มึงอินดี้ ไปมั้ย แบบสเลอยังพอฟังได้ แต่อีวงนี้ ดูเล่นมันส์นะ แต่แบบ มันร้องเอี้ย ไรของมันวะ ต้องหาโอกาสเข้าหาก้อย และเป้ ซึ่งยากมาก เนื่องจากงานนี้มาเป็นคู่ นักข่าวเลยเยอะมาก ทั้งช่องเจ็ด ทีวีพูล พวกดาราๆ ไรมากมาย เราเด็กฝึกงาน ใส่ชุดนิสิต เข้าไม่ถึงเลย เราเลยคุยกับผู้จัดการเขาแทน ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่ผู้จัดการตัวจริง เป็นแค่ผู้จัดการที่แฟต เขาก็ไม่คุยให้เราสักที คือกูจะเอาวันนี้ เข้าใจป่ะ มีช่วงนึง ตอนงานจะเลิก คือมันดึกมากอ่ะ สองทุ่มแล้ว หลังจากก้อยเข้าห้องน้ำ (ซึ่งนานมาก ไม่รู้ชีไปอึ หรือโบ๊ะหน้า หรืออะไร) เราซึ่งดักอยู่หน้าห้องน้ำ ก็เดินเข้าไปหาก้อยเลย แบบไม่งั้นกูไม่ได้งานแน่ เขาก็เฟรนด์ลี่มากนะ ให้เบอร์ผู้จัดการส่วนตัวมา ระหว่างที่เราคุยกับก้อย อีพี่ผู้จัดการที่แฟตก็เห็นเข้าพอดี แล้วก็ทำหน้าแบบไม่พอใจเรา คงประมาณว่า “เดี่ยวกูบอกว่าจะจัดการให้” แต่ก็มึงไม่คุยให้กูสักทีไง คือเราให้ช่องทางที่เขาจะคุยกับก้อยได้ตั้งหลายครั้ง ได้ของก้อยเราก็กะว่าจะกลับแล้วแหละ พอดี พอเดินออกไปหน้าผับ วงสเลอก็ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อหน้าผับพอดี เราก็เลยได้ที เดินตรงไปหาพี่เป้อย่างไม่รั้งรอ เราก็เตรียมนิตยสารไว้ แล้วก็มือถือว่าจิ้มเบอร์ ผู้จัดการเขา เราก็เข้าไป พี่เป้คะ จะขอสัมภาษณ์ลงนิตยสาร บลาๆๆๆ แล้วเขาก็น่ารักมากกกก พี่เป้ก็อ๋อ ได้ครับ แต่เขาขอไปให้สัมภาษณ์ก่อน เราก็ยืนรออยู่ข้างๆ พอเขาสัมภาษณ์เสร็จ เขาก็เดินผละจากวงมาหา แล้วก็หยิบมือถือจากมือเราไปกดเบอร์ผู้จัดการ กรี๊ดดดดดดดด พี่เป้จับมือถือเค้าด้วยยยย ตอนนี้เป้ตัดผมแล้ว หล่อมากกกก แบบมาดคุณชายเกาหลีสุดๆ เหมือนเซเว่นเลย หลังจากวันนั้นก็ บ้าพี่เป้ไปเป็นอาทิตย์ แต่ก้อยก็สวยโคตร เลยแบบ เออ เหมาะกันแล้วแหละ จบภารกิจวันนั้น แม่งเหนื่อยมาก วันต่อมาเราต้องไปแกรมมี่อีกแล้ว ดูงานรัดตัวดีนะอาทิตย์นี้ คราวนี้ไปสัมภาษณ์เต็งหนึ่ง วง บี.โอ.วาย กับชาช่า นักร้องใหม่ ที่ร้องเพลง อะไร รอยแผลที่ไร้ร่องรอย รึป่าวนะ ไม่แน่ใจ ก็ไปกันเซ็ตเดิม พี่บ. และพี่ต. ตากล้อง ก็เป็นวันที่สนุกดี เพราะสองคนนั้นเฟรนด์ลี่มาก ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ฝีมือเราได้ที่ฮัก ร้านเซเว่น เดือนนี้แหละ ปก ทีเซีย โชว์นม(เฮ่อ) หลังจากนั้น เราไม่ได้จดไว้ว่าทำอะไร ลืม “- - ไว้คราวหน้ามาเล่าตอนสุดท้ายแล้ว จบสิบพาร์ท ไม่น่าเชื่อว่าจะมีวันนี้ ดีใจ เหมือนได้ตีพิมพ์ 2009/10/10 I Hate Nothing @ all -- VOL.8 (version delay mak mak)วันนี้ได้ออกไปสัมภาษณ์ที่แกรมมี่กับพี่บ. โดยมีพี่ ต. ไปเป็นตากล้อง เราไม่สนิทกับพี่ต. เลยไม่ได้คุยไรกัน ไปถึงก็ด้วยความที่ไปครั้งแรก แล้วด้วยความที่เป็นแกรมมี่ไง ก็ตื่นเต้นเป็นธรรมดา (เหรอ ไปแกรมมี่ไม่ตื่นเต้นกันเหรอ) ก็ต้องมีการแลกบัตรเข้า เป็นบัตรวิซิเตอร์ ตึกก็มีหลายชั้นแบ่งลิฟต์เป็นโลว์ โซน, มีเดียม โซน, แล้วก็ไฮ โซน ลานจอดรถมีหกชั้น ลึกลงไปใต้ดิน ตอนไปพี่ต.ขับรถไป ลงไปจอดชั้นหก เพราะรถมันเต็มมาก ก็เข้าใจอ่ะนะ คนทำงานแกรมมี่ก็คงมีตังค์กัน ถึงไม่มีก็คงต้องแสดงพาวเวอร์ แต่แบบจะลึกไปไหน กลัวขับๆไป ป๊ะกะรถไฟใต้ดิน แบบหูอื้อเลยอ่ะ พอแลกบัตรแล้วก็ขี้นลิฟต์ไปรอ รอนานมาก วันนั้นต้องสัมภาษณ์ “น้ำชา” ซึ่งเป็นนักร้องใหม่แกรมมี่ ที่ร้องว่า “รักแท้มันคืออะไร ตับไตไส้พุง...” ตอนแรกฟังก็คิดว่าเพลงอะไรดูปัญญาอ่อนแต่ขอโทษครับ พี่นิ่ม สีฟ้า แต่ง ฮ่าๆ มันก็เหมาะกับวัยเขาอ่ะนะ( จริงๆ เขาอายุเท่าเรา) รอแล้วก็รออีก รอจนน้ำชาร้อนจะเป็นชาเย็นอยู่แล้ว พอดีเขามีงานหลายงาน โอเค เพิ่งเดบิวต์ก็คิวทองแบบนี้แหละ ดันกันสุดริด สัมภาษณ์ก็เป็นกันเองไม่มีไรมาก พี่บ.เป็นคนถามเสียส่วนใหญ่ เราก็แทรกบ้างตามโอกาสที่อยากเจือก ขากลับด้วยความบ้าเกาหลี ก็แบบอยากไปจีเอ็มเอ็ม อินเตอร์ อยากรู้ว่าบิ๊กแบงจะมีคอนเสิร์ตที่ไทยภายในปีนี้รึป่าว ด้วยความก๋ากั่น และบ้าผู้ชาย ก็เข้าไปเลย เจ้าหน้าที่ก็ “นัดใครไว้รึป่าวคะ?” คิดในใจไม่ได้นัดแต่กูอยากมา หน้าตาคนแรกก็โอเคยังรับแขกอยู่ พี่บ.เห็นท่าไม่ดี เลยชิงบอกว่า “มาจากฮักแมกกาซีนค่ะ” คราวนี้ก็ไปตามอีกคนออกมา เราก็ไม่ได้สนใจอะไร ตาก็มองเจ้าหน้าที่แหละ แต่ใจไปเกาะอยู่กับพวกโปสเตอร์ที่มันแปะอยู่ข้างฝา แบบ โอยยยย กูอยากได้อันนั้น อันนี้ พอยักษ์เดินมา “มาใครคะ” “มาหาบิ๊กแบงค่ะ” ไม่ อันนี้คิดในใจ ไม่ได้พูด แบบกำลังชื่นชมภาพในโปสเตอร์หันมาเจอหน้ายัยยักษ์แบบ อูยยยย ตกใจเลยอ่ะ หน้าดุได้อีก พี่บ.เลยช่วยเราใหญ่ “คือมาจากฝ่ายพีอาร์ฮักแมกกาซีนน่ะค่ะ จะถามเกี่ยวกับตารางงานของศิลปินต่างประเทศที่จะมาเมืองไทย เพื่อเอาไปโปรโมตให้ค่ะ” ยักษ์ก็เลยตอบกลับด้วยเสียงแบบ...กูอยากตบ “โอ้ยยยย ไม่รู้หรอกค่ะ ว่าใครจะมาตอนไหน จะรู้ก็เดือนเดียว สองเดือน ตอนนี้ก็ไม่มีอ่ะค่ะ” อือ เจ้าหน้าที่เป็นแบบนี้ดิ เอสเอ็ม ค่ายเพลงใหญ่ของเกาหลีเลยไม่เข้าทางแกรมมี่ นี่ถ้าไม่เห็นแก่ผู้ชายนะ หืมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม จบๆๆ เสาร์นอนพักผ่อน เล่นเน็ต เล่นเกมส์ วันอาทิตย์ก็หาเรื่องออกไปข้างนอกอีก งานนี้ไปไกลถึงเทวรัตน์ กรุงเทพ-นนท์ งานนี้เป็นงานเปิดตัวพิพิธภัณฑ์นักเขียนของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ในงานก็ปะทะไหล่กับนักเขียนชื่อดังหลายคน อาธิ (รู้สึกจะเขียนเป็นข่าวขึ้นทุกที) ไมตรี ลิมปิชาติ, ชมัยภร แสงกระจ่าง, ประภัสสร เสวิกุล (ฮ่าๆ ไม่รู้จักกันใช่มั้ย ไม่เป็นไรๆ) ก็คือจริงๆ แล้วพิพิธภัณฑ์หลังนี้เป็นบ้านเก่าของนักเขียนคนหนึ่งชื่อ ส. บุญเสนอ เขาจากไปแล้วนะ แต่เขาก็ยกบ้านเขาให้ คือเขาไม่มีลูกหลาน บ้านเป็นบ้านไม้ ร่มรื่นน่ารักมาก วันนั้นก็มีการเสวนาเปิดตัวหนังสืออะไรแบบนี้แหละ ก็ยอมรับว่าไม่ใช่งานที่สนุกอะไร เพราะนักเขียนก็แนวๆ รุ่นพ่อนิดนึง(จริงๆ แก่กว่าพ่ออีกนะเราว่า) แต่งานเขียนแต่ละคนก็เคยผ่านตาเรามาบ้างแล้ว เราก็ไม่รู้จักใครหรอก แล้วเราก็หลับอีกแล้ว แต่อย่างน้อยก็ได้ไปเจอนักเขียนรุ่นเก๋า ก็ถือว่าดีนะ อยู่ใกล้นักเขียนเก่งๆ รู้สึกบารมีเขาจะแผ่ขยายมาก เวลาเข้าเดินมา เราไหว้เขา แล้วเขายิ้มให้นี่ ขนลุกเลยอ่ะ วันต่อมาเราก็ไปทำงานตามปกติ และก็มีเพื่อนมาฝึกงานใหม่อีกหนึ่งคน บังเอิญอยู่คณะเดียวกัน แต่เอกจีน เป็นเพื่อนที่น่ารักมากคนหนึ่ง เราจะเรียกเขาว่าเถียน เถียน ก็แล้วกัน วันนี้เราไปงานเปิดตัวหนังสือของสำนักพิมพ์ฟรี ฟอร์ม หนังสือชื่อ “ผู้ชายเหมือนระเบิด” เป็นผลงานของนักเขียนชาวไต้หวัน คนเขียนเป็นผู้ชายวัยกลางคน เดิมเขาเป็นแค่พนักงานบริษัทธรรมดาคนหนึ่ง จนวันหนึ่งเขาป่วยหนักเข้าโรงพยาบาล หมอบอกว่าเขาทำงานหนักเกินไป ร่างกายของเขาไม่เหมือนชายอายุยี่สิบปลายๆ หลังจากนั้นเขาก็ลาออกจากงานประจำที่เงินเดือนสูงและมั่นคง มาและเริ่มเขียนหนังสือ หลังจากนั้นเขาพบว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขารัก เรารู้สึกว่านักเขียนคนนี้มีมุมมองชีวิตที่ดี ตอนงานเปิดตัวมีการสัมภาษณ์นักเขียน โดยใช้ล่าม งานเปิดตัวงานนี้เป็นงานหนึ่งที่เราประทับใจมาก เขาดูรัก และทุ่มเทกับการเขียนหนังสือจริงๆ เสียดายที่เราไม่ได้อัดบทสัมภาษณ์วันนั้นไว้ ไม่อย่างนั้น เราจะถอดมาให้ได้อ่านกัน หนังสือเป็นอารมณ์วอร์ม ฮาร์ท เหมือนของญี่ปุ่น เราว่าคงเป็นสไตล์ บาน่าน่า โยชิโมะโตะ ถ้าใครเคยอ่าน จะรู้ว่าหนังสือสไตล์นี้ไม่ค่อยมีในเมืองไทยนะ อ่านแล้วจะบอกความรู้สึกไม่ถูก ไม่แฮปปี้ เอนดิ้ง แต่ไม่โศกนาฏกรรม วรรณกรรมญี่ปุ่นน่าหลงใหลตรงนี้แหละ พอก่อนวันนี้ ยาวอีกแล้ว 2009/9/22 ยาย (อย่างเพิ่งงง อ่านก่อน)ไม่ได้อัพนานมากจริงๆ ถ้ามันเป็นหมามันคงลืมเจ้าของไปแล้วว่าไหม?
ช่วงที่ไม่ได้อัพก็ทั้งยุ่ง ทั้งเล่นไร้สาระ หลายอย่าง
มีอะไรหลายอย่างในชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป สิ่งต่างๆ รอบตัว คนรอบตัว
แต่เรากลับรู้สึกว่าตัวเองยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
ไม่ใช่ว่าไม่แก่ขึ้น ไม่พัฒนาขึ้น เราก็โตขึ้นแหละ
แต่บางอย่างในตัวเราอย่างเหมือนเดิม ความคิด นิสัยดื้อๆ และอะไรอีกหลายอย่าง
และรู้สึกว่ากล้าจะทำอะไรที่ตัวเองอยากทำมากขึ้น
วันนึงอยากไปเวิร์คที่อเมริกาก็ขอแม่ไป แล้วก็จัดการดำเนินเรื่องเลย
อยากเรียนแค่สามวิชา ก็ลงแค่นั้น อะไรไม่อยากทำก็ไม่ทำแล้ว
ไม่ใช่ว่าเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่เราคิดว่าเรากำลังกลายเป็นเด็ก ทำอะไรตามใจอยากมากกว่าเหตุผล
แต่ตอนนี้เหนื่อยกับคำว่าเหตุผลเหลือเกิน
........
อันนี้อีกเรื่องนึง
วันนี้เห็นยายคนนึงที่สยาม ยายคนนี้เขาจะนั่งขายพวกลูกอม ทิชชู่อยู่ตรงทางออกโบนันซ่ามาสยาม ไปกี่ครั้งก็จะเจอยายนั่งขายอยู่ตรงนั้น วันนี้ก็เป้นอีกวันที่เราเดินผ่าน วันนี้เราไปกินข้าวเลี้ยงส่งเพื่อนเพราะเพื่อนจะไปญี่ปุ่นแล้ว แล้วก็เดินเล่นช้อปปิ้งกันนิดหน่อย เสร็จขากลับก็ต้องผ่านโบนันซ่า ก็เห็นยายคนนั้น ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาสองทุ่มกว่าแล้ว ฟ้าก็มืดแล้ว ฝนก็เหมือนจะตก ยายก็ยังไม่กลับบ้าน เราเห็นแว๊บๆ แล้วแหละว่ายายพยายามร้องเรียกให้เรากับเพวกเพื่อนๆ ซื้อของยาย แต่เรากลับทำเป็นมองไม่เห็น คือเราเป็นคนสงสารคนแก่มาก ไม่รู้เป็นอะไร เวลาเห็นเด็กขอทานจะไม่รู้สึกอะไรเท่าไร แต่เวลาเห็นคนแก่แล้วแบบ สงสารมาก อยากร้องไห้ทุกทีเลย คงเป็นเพราะบ้านเรามีคนแก่ คือเราสนิทกับย่ามาก ย่าคือแม่บวกกับพ่อเลยสำหรับเรา คือเป็นคนสำคัญมาก ไม่ต่างจากพ่อแม่ เรารักเค้ามาก และเค้าคงรักเรามาก คงมากกว่าเราเรารักเค้าอีกม้าง (พิมพ์ไปอยากจะร้องไห้) คือเราไม่ได้อยากทำเป็นเมินยายคนนั้น แต่เหมือนวันนี้เรารู้สึกว่าเออ ใช้ตังค์เยอะแล้วว่ะ ไปกินเค้กมา แล้วก็เพิ่งซื้อรองเท้ามา ๑ คู่ เราเลยเออไม่ให้ซื้อของยายแล้วกัน แล้วก็ไม่อยากมองไง สงสาร แต่พอเดินเข้าโบนันซ่าไป เรากลับคิดว่า แม่งสิบบาททำไมให้ยายไม่ได้วะ กูไปกินเค้กชิ้นละ ๑๒๐ ซึ้อร้องเท้าคู่ละเป็นร้อย อีแค่สิบบาทกูจะตายมั้ย สิบบาทข้าวยังซื้อไม่ได้สักจานเลย จะเก็บไปทำส้นเตี่ยอะไร แบบเสียใจกับการกระทำของตนเองมาก แล้วเราเจอคนแก่แบบนี้เยอะมาก ที่มหาลัย ที่สวนหลวง คือหลายที่ บางทีก็ให้ บางทีก็ไม่ให้ แล้วก็สะเทือนใจทุกครั้ง เวลาเค้ามาขอ แล้วเราก็แกล้งทำเป็นไม่สนเค้า บางทีเรานั่งกินข้างอยู่ที่ร้านแล้วมียายมาขายลูกอมถุงละสิบบาท เราก็แกล้งคุยกับเพื่อนไป ทำเป็นไม่เห็นยาย ยายก็แบบ "ช่วยซื้อยายหน่อยนะ" อยู่นานมาก แล้วกูก็ไม่ให้ แล้วยายก็เดินไป แบบถ้ามองหน้ายายตอนน้นกูร้องไห้ไปแล้ว (เปลี่ยนสรรพนามตอนไหนวะ) เอาล่ะ ต่อไปนี้เพื่อเป็นการไถ่บาปที่เคยเมินยายไม่ไปหลายคน ถ้ามาขายเรา เราซื้อเลยสิบบาท สู้ไปประหยัดอย่างอื่นดีกว่า ประหยัดแค่สิบบาทนี้ไม่ช่วยไรหรอกว่ะ ไว้ไปสยามวันหลังเราจะไปซื้อลูกอมยายคนนี้ รอก่อนนะยาย วันพุธๆ 2009/6/17 I Hate Nothing @ all -- VOL.7
วันต่อมาคือวันเสาร์ จริงๆ แล้วงานของเด็กออฟฟิศอย่างเราคือจันทร์ถึงศุกร์ แต่ก็มีบางเสาร์ อาทิตย์ที่เราไปทำงานเหมือนกัน จนหลายคนรอบข้างมองว่า “เห้ย เป็นเด็กฝึกงาน ต้องทำงานเสาร์ อาทิตย์ด้วยเหรอ เกินไปหรือเปล่า?” ถ้าเราขี้เกียจตอบ ก็จะตอบสั้นๆ ว่า “อ๋อบางงานมันก็จัดเสาร์ อาทิตย์ บางทีออกไปสัมภาษณ์ เราก็เลือกวันเองไม่ได้ ต้องให้อีกฝ่ายสะดวก” แม้ว่าพนักงานออฟฟิศเงินเดือนที่ทำงานแบบนี้จะได้หยุดเสาร์อาทิตย์อย่างเป็นทางการ แต่ถ้าพูดถึงงานสื่อแล้ว เราก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำงานในวันหยุดที่คนอื่นได้พักผ่อนอยู่บ้านบ้าง ยิ่งถ้าเรานัดสัมภาษณ์ดารา นักร้อง คนดัง เรายิ่งเลือกไม่ได้ใหญ่เลย ในเมื่อเขาไม่ว่างกว่าเราอีก แม่เราเป็นคนที่บ่นเรื่องนี้มากที่สุด เขาหาว่าเราทำงานมากเกินไป วันหยุดก็ไม่ยอมหยุด จริงๆ เหตุผลจริงๆ ที่เราพยายามไปงานให้มากที่สุดเท่าที่เราจะไหว คำตอบสั้นๆ คือ “ประสบการณ์” ในเมื่อคุณมีเวลาแค่สองเดือน สมัครมาฝึกงาน แต่รู้สึกว่าทำออกไป แต่ไม่ค่อยจะได้ติดตัวออกไป มันก็เสียดายเวลาสองเดือนเปล่าๆ สู้ทำงานเยอะๆ เหนื่อยสองเดือนนี้ แม้จะเป็นสองเดือนที่เท่ากัน แต่เราเลือกที่จะทำอะไรให้มากกว่าได้
วันเสาร์นั้น เรามีงานไปสัมภาษณ์คุณหนิง ศรัยฉัตรถึงที่บ้าน โดยตะลอนตามพี่บ.ไป เราก็ตื่นแต่เช้าเพราะว่านัดผู้ใหญ่ ตอนเรียนกับทำงานเราก็ไปสายบ่อย แต่ถ้าเป็นงานโดดๆ แบบนี้เราจะพยายามรักษาเวลามากทีสุด ในขณะที่กำลังจะออกจากห้อง พี่บ. โทรมาบอกว่าคุณหนิงไม่สะดวกแล้ว แป่ว อุตส่าห์มุ่งมั่นในการรักษาเวลา เลยนอนต่อ เพราะตอนนั้นเพิ่งจะเจ็ดโมงนิดๆ แบบโคตรง่วง แล้วเราก็มีงานตอนเย็นกับพี่บ. อีก แต่พี่บ. ก็ไปไม่ได้อีกแล้ว เขาก็คงรู้ว่าเราอยากไปงานเยอะๆ แต่เขานัดหมอ มันจำเป็นจริงๆ ถามว่าเราเสียดายมั้ยเสียดาย เราเลยบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเราชวนคนอื่นไป เราเลยชวนน้องเมทไป จริงๆ เราไม่รู้แน่ชัดว่างานนั้นเป็นงานอะไร รู้แต่ว่าเป็นงานแฟต รู้แค่นี้ งานจัดที่เซ็นทรัลเวิลด์ ท่าทางคนจะมางานนี้เยอะ พอเราไปก็รู้ว่ามันไม่ใช่งานแฟต เราไปถามอินฟอร์เมชั่นว่างานแฟตไปทางไหน เขาถามว่าแฟตเหรอ? งานเก็ตรึป่าว? เราก็ใช่ม้าง พี่บ.อาจจะจำผิดคลื่น อาจไม่ใช่คลื่นแฟต แต่เก็ตเรดิโอ คือมันก็มีไง เก็ตเป็นคลื่นเพลงสากลม้าง ถ้าจำไม่ผิด แต่พอไปจริงๆ ไม่ใช่ทั้งสองคลื่น เป็นงานของคลื่นร้อยสาม เอฟเอ็มวัน แบบมั่วกันได้อีก แล้วเราก็มาเข้าใจว่าทำไมถึงมีต้องเก็ต ทั้งแฟต เพราะชื่องานมันคือ Get Fit Lose Fat อืม กูเข้าใจแระ เป็นงานที่คลื่นเอฟเอ็มวัน จัดร่วมกับ ซีเรียลอะไรสักอย่าง ฮ่าๆ แล้วมันเป็นคอนเสิร์ต ตกลงก็ไปนั่งดูคอนเสิร์ตมันๆ ฟรีๆ คอนสนุกมาก มีแทททู คัลเลอร์, โดม โนโลโก้, อีทีซี เราชอบแทททู กับอีทีซีมาก (แม้จะไม่เท่าบิ๊กแบง แล้วก็วกเข้ามาที่ให้วงนี้) แต่ก็สนุกมาก ประจวบกับเมทก็ชอบเหมือนกัน
พอวันอาทิตย์ก็อย่าคิดว่าได้พัก เราต้องไปงาน สัตว์เลี้ยง ที่สืบเนื่องมากจากที่ไปสัมภาษณ์ดร.ที่เป็นสัตว์แพทย์กับพี่ย. วันก่อน งานคราวนี้เป็นการเสวนาใหญ่ เราไปเลท แถมยังลบคลิปที่เราอัดเสียงคุณหมอไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พี่ย.ผู้มอบหมายงานให้เราไม่ด่าก็บุญแล้ว ในงานก็เป็นจัดนิทรรศการ และมีการสาธิตการดูแลสัตว์เลี้ยงต่างๆ เราไม่ค่อยสันทัดเรื่องพวกนี้ เลยไม่ค่อยได้สนใจเท่าไร รู้แต่ว่ามีวิทยากรคนนึง หน้าเหมือนเจ.เค.โรวลิ่ง ขณะฟังเสวนาเลยทำให้เราอยากดูแฮร์รี่ ขึ้นมาตงิดๆ
พอมาวันจันทร์ก็ไปทำงานปกติทำงานครึ่งวันเช้า ตอนบ่ายต้องไปเล่นโกะอีกแล้ว ก็เล่นๆไปงั้นๆ เบื่อมาก เพราะวันนี้สถานที่ไม่เอื้ออำนวย เพราะต้องแบ่งห้องให้ซีอีโอประชุม ห้องเลยเล็กกระจิ๊ด ต้องนั่งเบี่ยงตัวเล่น เมื่อย เหนื่อย เบื่อ อยากกลับออฟฟิศไปทำงานมากกว่าอีก
วันต่อมามีแข่งขันโกะรอบชิง เราโดด ฮ่าๆๆ เลวมาก คือผึ้งกับหวานต้องออกไปทำงานข้างนอก ก็ไม่ได้เข้า เรากะจะชวนแววโดด แต่เราว่าลึกๆ แววอยากลงแข่ง เพราะแววเล่นเก่ง เราว่าแววมีสิทธิ์ชนะ โชคดีพี่อ.อยากเล่น แววก็เลยมีเพื่อน เราขอนั่งปรู๊ฟงานในออฟฟิศดีกว่า ปรู๊ฟไปปรู๊ฟมา ง่วงมาก ขอพี่เขาหลับ เราก็หลับไปเลย เลวมาก ตื่นมา แววกับพี่อ.ก็กลับมาพอดี มันชนะจริงๆ ด้วยอ่ะ คนเราแม่งเก่งเนอะ กูนี่แบบ นั่งควายปรู๊ฟอยู่ ฮ่าๆ ไม่เป็นไร ได้หลับกลางวันตื่นมาก็อารมณ์ดี
วันต่อมีปัจฉิมนิเทศเพราะสิ้นเดือนก็จะมีเด็กฝึกงานจบคอร์สหลายคน ในงานก็มีผู้ใหญ่ของทางบริษัทมาพูดเกี่ยวกับการทำงานในอนาคต และเนื้อหาหลายอย่างที่มีประโยชน์ บางช่วงก็สนุกดี มีเล่นเกมนิดหน่อย บางช่วงก็เบื่อ เราหลับด้วย (หลับอีกแล้ว) มีพี่คนนึงเป็นผู้จัดการเลยนะ ไม่เอ่ยฝ่ายและชื่อแล้วกัน พี่คนนี้เขาก็ชวนเด็กฝึกงานเล่นเกมที่แบบให้พูดประโยคต่อกันไปเรื่อยๆ จนพอถึงคนสุดท้ายจะเหลือกี่คำ ได้ใจความว่ายังไง พวกเราเคยเล่นกันมาบ่อยแล้วแหละ คือเขาจะสอนเกี่ยวกับการสื่อสาร เขาก็เลือกเด็กโดยกระจายมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแรกที่เรียก ก็แน่อยู่แล้ว จุฬาฯ โดนก่อน แล้วก็จะมีเด็กจุฬาฯคนนึงนั่งแถวหลังเรา พี่คนนี้ทักเพื่อนคนนี้ว่าไงรู้มั้ย “นี่เราเป็นเด็กจุฬาฯเหรอ ดูไม่เหมือนเลยอ่ะ เหมือนเด็กอาชีวะ หน้าเด็กจัง” คือเราอึ้งไปเลย แบบเราไม่รู้ว่าเขามีความหมายว่ายังไงนะ คืออยากจะทักว่าหน้าเด็ก หรือยังไง แต่แบบไม่ต้องพูดว่าเด็กอาชีวะก็ได้ป่ะ แล้วพูดออกไมค์ คือเราก็ไม่ได้ว่าเด็กอาชีวะไม่ดีอะไรนะ แต่ถ้าเราโดนทักแบบนั้นเราก็เสียเซลฟ์ เป็นเราเราจะถามเขาว่าหมายความว่าไง คือเราไม่รู้จักเพื่อนคนนั้นหรอก แต่เรารู้สึกไม่ดีแทน ตลอดชั่วโมงเรารู้สึกไม่ดีกับพี่คนนี้ไปเลย ขนาดผึ้งซึ่งอยู่ม.บูฯ ยังรู้สึกได้เลย ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้อ่ะนะ ว่าบางทีอยากจะพูดเล่นแต่ไม่คิดไง ถึงจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว จบปริญญาโทแล้ว แถมทำงานเป็นผู้จัดการ ควรพูดให้รู้สึกดีกว่านี้ได้มั้ยอ่ะ (จริงๆ เราไม่ควรวิพากย์วิจารณ์พี่ในบริษัท ยิ่งพี่เขาตำแหน่งใหญ่มาก ถ้าเรามาสมัครงานที่นี่ แล้วเขาเคยมาอ่านตรงนี้ เราว่าเขาไม่รับเราเขาทำงาน)
วันนี้แค่นี้ก่อน โวลลุ่มหน้า เราจะพาไปเที่ยวแกรมมี่ นะจ๊ะ
2009/6/12 I Hate Nothing @ all -- VOL.6หลังจากขยันอัพ ไปหลายๆ อัน เราก็ไม่ได้อัพติดกันเป็นอาทิตย์เลย ต้องยอมรับว่าพักหลังๆ เหนื่อยด้วยความดันทุรังของตัวเอง ไว้จะบอกทีหลังว่าไปทำอะไรมาถึงเหนื่อยขนาดนี้ หลังจากนั้น เราก็ทำงานแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นปรู๊ฟ ถอดเทป ส่งเอกสาร แฟ็กซ์ และบางวันก็ว่างแบบนั่งฟังเสียงแอร์กันไป เด็กฝึกงานห้าคน นั่งเกาหัวแคร๊กๆ ไม่มีไรทำ แต่บางวันก็ยุ่งจนแบบกูทำไรก่อนดี เดี๋ยวคนโน้นเรียก คนนี้เรียก โอยยยย กูทำไม่ทัน บางวันผึ้ง กับหวานออกไปทำงานข้างนอก พี่อ. ซึ่งเป็นเด็กฝึกงานอีกคนก็จะออกไปกับพี่นกตลอด ไม่ค่อยได้อยู่อยู่แล้ว เรากะแวว ก็จะหัวฟูกันอยู่ในออฟฟิศ แล้ววันที่เราต้องพูดมอร์นิ่ง ทอล์คก็มาถึง เราไม่พร้อมอย่างแรง ไม่ได้เตรียมตัว ผึ้งซึ่งอยู่กลุ่มเดียวกับเราก็ไม่มาเพราะไม่สบาย อยู่คนเดียวก็เปลี่ยวใจ เลยโดดซะอย่างนั้น จริงๆ ก็ตื่นสายนิดนึงด้วย เลยโดดไปตามระเบียบ และสิ่งที่เซอร์ไพร้ส์เราอีกอย่างก็คือตอนเราจะขึ้นลิฟต์ที่ตึก ระหว่างที่ประตูลิฟต์จะปิด เราเจอพี่รหัสที่มหาวิทยาลัยของเรา แบบอึ้งๆ งงๆ พอสายๆ ของวันนั้นพี่เขาก็โทรมา แต่เราไม่ได้ยิน ก็เลยไม่ได้รับ จนมีอยู่วันนึงพี่เขาส่งเมสเสจมาว่าไปกินข้าวเที่ยงกัน เราเลยโทรไปนัดกับเขา แล้วก็ไปกินกัน ก็คุยกันตามประสาพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันมานาน แล้วพี่เขาก็เลี้ยงข้าวเราอีกแล้ว อยู่มาจนวันนี้พี่ๆ หลายคนก็ยังเลี้ยงข้าว เลี้ยงขนมเราอยู่ จนเรางงว่าทำไมเดือนนี้ช้อปปิ้งได้มากเป็นพิเศษ แต่เงินก็ง่อยเท่าเดือนอื่นๆ (ไม่สำนึก) วันต่อๆมาก็ได้แกะเทปอีก เทปเด็ดๆ ก็เป็นเทปหมอตุ้ย เอ็กซ์เรย์ ฟังแล้วก็ไม่รู้จะเชื่อได้สักเท่าไหร่ แต่ก็เหมือนได้ฟังเรื่องสนุกๆ อีกเรื่อง งานแกะเทปจึงเป็นงานที่เราไม่เคยเข็ดหลาบกันมัน ทั้งๆ ที่ตอนแกะแต่ละเทปนี่จะตายเอา จนมาถึงวันที่เราหลีกเลี่ยงการพูดมอร์นิ่ง ทอล์คไม่ได้อีกแล้ว แล้ววันนั้นผึ้งก็ไม่ได้เข้าอีก เพราะมาสาย ยังไงวันนี้ก็ต้องฉายเดี่ยวแบบจำเป็น (แต่ไงมันก็ต้องพูดคนเดียวอยู่แล้วอ่ะนะ) เราก็ไม่ได้เตรียมเหมือนเดิมแหละ แค่ลิสต์ๆไว้ว่าจะพูดอะไร ไม่ได้ฝึกซะด้วยซ้ำ กะว่าไปแถ ก่อนไปห้องทอล์คเราขึ้นไปออฟฟิศ หยิบฮักกับออลไปอย่างละเล่ม แล้วก็รีบๆไป จนพี่ในออฟฟิศงง ว่าอีนี่เป็นไรมากป่ะ วันนั้นเราก็ออกไปขายของแหละ ก็พูดเกี่ยวกับนิตยสารสองเล่มที่เราฝึกงานมาเป็นเดือน เพื่อนก็ดูสนใจดี เราก็พูดแบบฮาๆ ชิลๆไป เขาก็ยิ้มๆ ขำๆกัน จบไปสำหรับมอร์นิ่ง ทอล์ค เฮ่อ...โล่ง วันหนึ่งเราก็ได้ไปงานกับพี่ย. เป็นงานเปิดตัวเกี่ยวกับสมาคมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ชื่องาน “รักแท้...ต้องดูแลให้ได้” ประมาณว่าถ้าคุณรักสัตว์เลี้ยงของคุณจริง คุณต้องรักมัน และเข้าใจมันให้ถึงที่สุดนะ เราก็ไปสาย งานจัดที่ศูนย์สิริกิต ประมาณว่าคิดว่าไปแล้วคนต้องเยอะๆ ชินไง นึกว่าเหมือนไปงานหนังสือ พอไปถึงเอ่อ...เมืองร้างเหรอวะ แบบเห้ย นี่มันศูนย์สิริกิตที่กูเคยมาย่ำตอนเดือนมีนา มันใช่เหรอ แล้วก็หาห้องจัดงานไม่เจอ ก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานมาก รู้แค่ว่าพี่ย.จะมาขอสัมภาษณ์ สพ.ญ.ดร.สิริยา ชื่นกำไร ซึ่งเป็นสัตว์แพทย์ซึ่งก่อตั้งรพ.ม้า แห่งแรกของประเทศไทย พอไปถึงห้องก็เปิดเข้าไป คนก็เยอะแล้ว อายนิดนึงก่อนจะมองหาพี่ย. เดินๆ เข้าไป มองบนเวที เห็นนาตาลี เกโบว่า เลยช็อคนิดนึง พอนั่งก็มองๆ แบบ กูมางานไรวะ คือไม่มีสัตว์ไม่มีไรเลย มีแต่นาตาลี พอสักพักเขาก็เอาหมาเข้ามา น่ารักมากเลย แต่เราก็ไม่ใช่พวกคลั่งไคล้สัตว์เลี้ยงอยู่แล้ว ก็ไม่ได้อะไรมากมาย เราค่อนข้างสนใจงานสัมภาษณ์ เราชอบอ่านบทสัมภาษณ์จากนิตยสารต่างๆ โดยเฉพาะคนที่ให้สัมภาษณ์ที่สามารถทำให้เราเรียนรู้อะไรจากเขาได้มาก อาจเป็นเพราะเราไม่ได้อ่านนิตยสารมากนัก เราอ่านบ่อยสุดคืออะเดย์และเราหลงใหลบทสัมภาษณ์ในอะเดย์ ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่ได้สังเกตหรอกว่า ที่บทสัมภาษณ์มันออกมาดี มันเป็นเพราะคนสัมภาษณ์ หรือคนให้สัมภาษณ์กันแน่ พอเรามาฝึกงานเราได้เรียนรู้ว่า บทสัมภาษณ์ดีๆ มีส่วนผสมหลายอย่าง และการเขียนบทสัมภาษณ์ทำได้หลายอย่าง คำตอบดีๆ มักเกิดจากคำถามดีๆ คำถามที่กระตุ้นให้คนตอบได้ใช้ความคิด ได้แสดงออกถึงตัวตนออกมา บางคนอาจคิดว่า คำตอบในการสัมภาษณ์ก็เป็นแค่ลมปากน่ะแหละ แต่เคยคิดกันบ้างไหมว่า คนที่มีความคิดดีๆ แสดงว่าเขาต้องมีอะไรอยู่ในหัว และจิตใจของเขา ไม่ว่าสิ่งที่เขาพูดจะเป็นสิ่งที่เขาทำจริงๆ หรือไม่ แต่อย่างน้อยเขาก็คิดอย่างนั้น การสัมภาษณ์ให้ได้บทความที่ดีจึงไม่ง่ายเหมือนที่ใครๆ คิด ใครคิดว่าแค่ถามๆไป แล้วเอาคำตอบมาแปะๆ มันไม่ใช่ พอสัมภาษณ์เสร็จ ต้องผ่านการแกะเทป เรียบเรียง แก้ไขถ้อยคำพูด ยิ่งถ้ามาผูกเป็นการร้อยเรียงก็ถือว่าเป็นการทำบทสัมภาษณ์ที่ท้าทายอย่างหนึ่ง มีพี่คนหนึ่งบอกเราว่าทำบทสัมภาษณ์แบบร้อยเรียงง่ายกว่า ทำแบบถามตอบ เราแบบ เฮ้ย ไม่ม้าง คือค้านในใจ การร้อยเรียงให้ได้บทสัมภาษณ์ที่น่าอ่าน และอ่านอย่างไหลลื่นไม่ง่ายเลยสักนิดเดียว วันต่อมาเราได้ไปงานสองงานติด งานแรกเป็นงานของเครือซีเมนต์จัดร่วมกับแฟต เรดิโอจัดงานประมาณว่าประกวดสิ่งประดิษฐ์ของเยาวชนเพื่อสิ่งแวดล้อม เราก็ไปนั่งฟัง กะเอาคอนแทค (ไม่ใช่คอนแทค เลนส์นะ คือไปติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์ หรือไรอย่างนี้) เพราะในงานบอกว่าจะมีก้อย แซทเทอร์เดย์ เซโกะ มีแสตมป์ มีเอเอฟห้า มีนักแสดงจีทีเอช มีสครับ ก็จะไปเผื่อได้สัมภาษณ์ ตกลงพอไป ไม่มีใครมา จริงๆ งานมันมีหลายวัน วันแรกเปิดงาน ตอนเริ่มเปิดงาน ด้วยความที่อีนี่ไม่รู้เรื่อง ก็แบบเห็นเขายืนกันทำไมฟระ ถามดังด้วยนะ ถามพี่บ.ที่ไปด้วยกัน คนข้างหน้าทำหน้าเซ็งๆ หันมาบอกว่า ท่านองคมนตรีมา กูหน้าแหก ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขาเล้ยย ต่อจากงานนั้น เราไปงานต่อไปเป็นงานแบบกระตุ้นสื่อให้ทำสื่อที่ส่งเสริมให้แก้ปัญหาด้านเยาวชนมากขึ้น งานนี้ไปกะแวว มีไนซ์ ทู มีท ยูมา ด้วยความไม่บ้าเค ป๊อป แต่บ้า เค ฮิปฮอปเลยไม่สนใจ บวกกับปวดหัว เพราะอากาศข้างนอกมันร้อน แต่ในห้างมันหนาว พอต้องเดินเข้าเดินออก เลยปรับตัวไม่ทัน ระหว่างที่ไนซ์ ทู มีท ยู ยืนหล่อ(แบบของมัน แต่ชั้นว่าไม่หล่อ) แฟนคลับซึ่งมีแต่เด็กม.ต้นก็ได้แต่ยืนข้างนอก แล้วก็กรี๊ด ด้วยความเหนื่อยอ่อน และปวดหัว อีนี่หลับ แบบแววหันมามอง (มันบอกทีหลังว่า “งง” ) คือด้วยความสายตาสั้น มองไม่เห็นด้วยไง บวกกับไม่สนใจ ก็เลยหลับ ทั้งๆ ที่งานเลิกบ่ายสาม แต่ก็โดดกลับก่อน ไม่ไหว ง่วง บวก ปวดหัวมาก กลับมาหลับเลย ตื่นมาห้าโมง ร้อนกว่าเดิม ในหอร้อนมากกกก มึงจะฆ่ากูใช่มั้ย วันศุกร์ออฟฟิศยุ่งยังไงก็ไม่รู้ คือแต่ละวันบรรยากาศในออฟฟิศจะไม่เหมือนกัน วันนี้พี่ย.ไม่เข้าออฟฟิศแต่เราต้องพิมพ์ข่าวส่งเขา เราเลยใช้เครื่องคอมเขา เราสามารถใช้คอมของใครก็ได้ แต่ต้องมีรหัสพนักงาน(และต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเครื่อง หรือไม่ก็พี่ก.) เราใช้รหัสพี่ก.บ่อยมาก บางครั้งก็รู้สึกว่าเขาคงไม่เป็นส่วนตัว เพราะบางทีเวลาไม่มีอะไรทำเราก็เบื่อเลยเล่นคอมไป แล้วจะให้ทำไร ก็เปิดเล่นโน่นนี่ ซึ่งจริงๆ หลายเว็บมันจะบล็อคเอาไว้ เราก็เล่นไร้สาระเยอะ หลังๆ เลยไม่เล่นคอมดีกว่า นั่งอ่านหนังสือเงียบๆ จนกว่าจะมีงานให้ทำ ทุกๆ เดือนจะมีเสวนาอาศรม ก็จะเป็นการเสวนาเกี่ยวกับเรื่องจีนๆ ตั้งแต่งิ้ว ยัน เปาบุ้นจิ้น ก็จะมีอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนั้นมาเป็นวิทยากร เดือนก่อนเราก็ได้ช่วยโดยการไปไล่แขก อย่าเพิ่งงง คือพอดีมันมีการย้ายห้องเสวนา เราต้องไปไล่แขกจากอีกที่ไปอีกที่ แบบกูมาทำอะไรตรงนี้ ก็นั่งฟังเพลง หลับๆ ตื่นๆ เวลามีคนมาก็จะสังเกตว่าใช่คนนี้รึป่าวที่มาอบรม ที่สังเกตได้ก็จะเป็นซิ่มๆหน่อย ไม่ก็อาเฮียแก่ๆ สังเกตไม่ยาก พอเดือนนี้เราก็ได้ไปเป็นฝ่ายทะเบียน คุยกับคนแก่เนี่ยบางทีก็เหนื่อยเหมือนกันนะ ไว้มาเล่าต่อ วันนี้ยาวแล้ว |
บล็อก และเว็บที่จี๊ดหัวใจ
เชิญชิม กาแฟสดๆ หอมๆ กลมกล่อม
อ่านอะไรอยู่น้า
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|