Weeranart 的个人资料Cafe' de MeeN照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
2009/11/17 I Hate Nothing @ all -- VOL.9ช่วงที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นกับเรา มันหลายอย่าง เราแปะไว้ในสมองที่มีอยู่น้อยนิดว่า จะเล่าเรื่องโน้นนี้ ในบล็อก แต่ก็อย่าพูดว่าไม่มีเวลาเลย พูดว่าเอาเวลาไปทำอย่างอื่นหมดดีกว่า บ้างอย่างก็ดีอยู่หรอก แต่ไอ้ที่ไร้สาระก็เยอะ วันนี้ เลยเล่าเรื่องฝึกงานที่ค้างเติ่งอยู่ไม่จบซะที เอ้าเริ่ม คราวนี้จะเล่าเรื่องที่เกริ่นไว้ ............................ ต้องสารภาพกันอย่างจริงจัง และจริงใจว่า หลังจากโวลลุ่มแปดผ่านไป เราไม่ได้อัพเป็นเดือน จนมาถึงวันนี้เราแทบจำเรื่องราวตอนฝึกงานไม่ได้แล้ว แต่อาศัยว่าได้จดๆ ไว้บ้างว่าวันๆ ทำอะไร แต่จะว่าก็จำไม่ค่อยได้อยู่ดี จะพยายามรำลึกถึงอดีตก็แล้วกัน วันอังคารนี้(นั้น)เป็นวันหยุดทางศาสนาสักวันหนึ่งแหละ วันอะไรก็ไม่รู้ เฮ้อ กูยังเป็นพุทธศาสนิกชนอยู่มั้ย? แต่เราก็ไม่ได้หยุดอีกแล้ว ต่อเนื่องจากที่เราได้ไปงานของสมาคมนักเขียน วันนี้ก็มีอีกงาน วันนี้มีงานมอบรางวัลศรีบูรพา วันเปิดตัววันนักเขียนแห่งชาติ ( ๕ พ.ค.) แต่ที่เราสนใจงานนี้มาก เพราะจะมีการรำลึกการจากไปของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จริงๆ เราเคยอ่านงานของเขามาบ้างจากนิตยสาร แล้วต้องสารภาพว่า อ่านไม่รู้เรื่องอย่างแรง และนี่จึงทำให้เราสนใจในตัวเขาว่า ทำไมเขาจึงเป็นศิลปินแห่งชาติ แต่ทำไมเราอ่านงานเขาไม่รู้เรื่อง เขามีชีวิตที่น่าสนใจมาก เขาถือว่าเป็นทั้งเพลบอย สูบกัญชา กินเหล้าก็เยอะ เรื่องผู้หญิงนี่ไม่ต้องพูดถึง แต่คนแบบนี้แหละ ที่มีวินัยของนักเขียนเต็มร้อย ไม่น่าเชื่อ ตอนหลังเราได้มาอ่านหนังสือเขา แล้วเราก็พบว่า มันก็รู้เรื่องนี่นา แต่ต้องปรับตัวในให้ชินกับการใช้ภาษาของคุณอาว์อย่างมาก อ่านแล้วเหมือนเรียนรู้ศัพท์ใหม่ทุกวัน ฮ่าๆ เรื่องที่อ่านเป็นสารคดีก็อ่านสนุกมาก ได้แง่คิดหลายอย่าง ที่บางทีเราไม่เคยว่า เออ เหรอ มันเป็นแบบนี้เองเหรอ วันต่อมาเราต้องไปบุกผับ วันนี้เราต้องไปขอคอนแทค ก้อย รัชวิน กับ เป้ สเลอ ดังนั้นเราก็ต้องพรุ่งตรงไปยังร้านทอย ที่อาร์ซีเอ ด้วยที่ใส่ชุดนิสิต แล้วเอ่อ ไปผับ คนก็จะมองๆ งานนี้เราไปกับผึ้ง บอกงานเริ่มสี่โมง เราไปตรงเวลาเป๊ะ เพื่อไม่ให้เสียงาน แต่จริงๆ กว่างานจะเริ่มตั้งหกโมง เรากินมิกซ์ (ซึ่งเป็นโค้ก) หลายรอบ จนต้องลุกไปฉี่ กินไก่ทอดไปหลายขา จนปากมัน กว่างานจะเริ่มได้ งานนี้จริงๆ แล้วเป็นงานของแฟต เรดิโอ จัดประกวด แอร์ แบนด์ ก็คือเหมือนเล่นดนตรีอ่ะ แต่เล่นในอากาศ เปิดเพลง แล้วก็ไม่ต้องมีเครื่องดนตรีจริง ทำเป็นว่าเล่น ใครแถได้มันสุด ชนะ ว่างั้นเถอะ ก้อย ก็ไปเป็นคนตัดสิน ร่วมกับ เอ๋ โมโนโทน แล้วก็สองพาราด็อกซ์ ระหว่างที่เรานั่งโซ้ยของกิน สองพาราด็อกซ์ก็โซ้ยเยอะเหมือนกัน เราแอบเห็น ยิ่งค่ำ บรรยากาศในผับก็สนุกขึ้น รวมทั้งการแสดงของริชแมนทอย ซึ่งเป็นวงที่กูฟังไม่รู้เรื่องอย่างแรง คือ มึงอินดี้ ไปมั้ย แบบสเลอยังพอฟังได้ แต่อีวงนี้ ดูเล่นมันส์นะ แต่แบบ มันร้องเอี้ย ไรของมันวะ ต้องหาโอกาสเข้าหาก้อย และเป้ ซึ่งยากมาก เนื่องจากงานนี้มาเป็นคู่ นักข่าวเลยเยอะมาก ทั้งช่องเจ็ด ทีวีพูล พวกดาราๆ ไรมากมาย เราเด็กฝึกงาน ใส่ชุดนิสิต เข้าไม่ถึงเลย เราเลยคุยกับผู้จัดการเขาแทน ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่ผู้จัดการตัวจริง เป็นแค่ผู้จัดการที่แฟต เขาก็ไม่คุยให้เราสักที คือกูจะเอาวันนี้ เข้าใจป่ะ มีช่วงนึง ตอนงานจะเลิก คือมันดึกมากอ่ะ สองทุ่มแล้ว หลังจากก้อยเข้าห้องน้ำ (ซึ่งนานมาก ไม่รู้ชีไปอึ หรือโบ๊ะหน้า หรืออะไร) เราซึ่งดักอยู่หน้าห้องน้ำ ก็เดินเข้าไปหาก้อยเลย แบบไม่งั้นกูไม่ได้งานแน่ เขาก็เฟรนด์ลี่มากนะ ให้เบอร์ผู้จัดการส่วนตัวมา ระหว่างที่เราคุยกับก้อย อีพี่ผู้จัดการที่แฟตก็เห็นเข้าพอดี แล้วก็ทำหน้าแบบไม่พอใจเรา คงประมาณว่า “เดี่ยวกูบอกว่าจะจัดการให้” แต่ก็มึงไม่คุยให้กูสักทีไง คือเราให้ช่องทางที่เขาจะคุยกับก้อยได้ตั้งหลายครั้ง ได้ของก้อยเราก็กะว่าจะกลับแล้วแหละ พอดี พอเดินออกไปหน้าผับ วงสเลอก็ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อหน้าผับพอดี เราก็เลยได้ที เดินตรงไปหาพี่เป้อย่างไม่รั้งรอ เราก็เตรียมนิตยสารไว้ แล้วก็มือถือว่าจิ้มเบอร์ ผู้จัดการเขา เราก็เข้าไป พี่เป้คะ จะขอสัมภาษณ์ลงนิตยสาร บลาๆๆๆ แล้วเขาก็น่ารักมากกกก พี่เป้ก็อ๋อ ได้ครับ แต่เขาขอไปให้สัมภาษณ์ก่อน เราก็ยืนรออยู่ข้างๆ พอเขาสัมภาษณ์เสร็จ เขาก็เดินผละจากวงมาหา แล้วก็หยิบมือถือจากมือเราไปกดเบอร์ผู้จัดการ กรี๊ดดดดดดดด พี่เป้จับมือถือเค้าด้วยยยย ตอนนี้เป้ตัดผมแล้ว หล่อมากกกก แบบมาดคุณชายเกาหลีสุดๆ เหมือนเซเว่นเลย หลังจากวันนั้นก็ บ้าพี่เป้ไปเป็นอาทิตย์ แต่ก้อยก็สวยโคตร เลยแบบ เออ เหมาะกันแล้วแหละ จบภารกิจวันนั้น แม่งเหนื่อยมาก วันต่อมาเราต้องไปแกรมมี่อีกแล้ว ดูงานรัดตัวดีนะอาทิตย์นี้ คราวนี้ไปสัมภาษณ์เต็งหนึ่ง วง บี.โอ.วาย กับชาช่า นักร้องใหม่ ที่ร้องเพลง อะไร รอยแผลที่ไร้ร่องรอย รึป่าวนะ ไม่แน่ใจ ก็ไปกันเซ็ตเดิม พี่บ. และพี่ต. ตากล้อง ก็เป็นวันที่สนุกดี เพราะสองคนนั้นเฟรนด์ลี่มาก ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ฝีมือเราได้ที่ฮัก ร้านเซเว่น เดือนนี้แหละ ปก ทีเซีย โชว์นม(เฮ่อ) หลังจากนั้น เราไม่ได้จดไว้ว่าทำอะไร ลืม “- - ไว้คราวหน้ามาเล่าตอนสุดท้ายแล้ว จบสิบพาร์ท ไม่น่าเชื่อว่าจะมีวันนี้ ดีใจ เหมือนได้ตีพิมพ์ 2009/10/10 I Hate Nothing @ all -- VOL.8 (version delay mak mak)วันนี้ได้ออกไปสัมภาษณ์ที่แกรมมี่กับพี่บ. โดยมีพี่ ต. ไปเป็นตากล้อง เราไม่สนิทกับพี่ต. เลยไม่ได้คุยไรกัน ไปถึงก็ด้วยความที่ไปครั้งแรก แล้วด้วยความที่เป็นแกรมมี่ไง ก็ตื่นเต้นเป็นธรรมดา (เหรอ ไปแกรมมี่ไม่ตื่นเต้นกันเหรอ) ก็ต้องมีการแลกบัตรเข้า เป็นบัตรวิซิเตอร์ ตึกก็มีหลายชั้นแบ่งลิฟต์เป็นโลว์ โซน, มีเดียม โซน, แล้วก็ไฮ โซน ลานจอดรถมีหกชั้น ลึกลงไปใต้ดิน ตอนไปพี่ต.ขับรถไป ลงไปจอดชั้นหก เพราะรถมันเต็มมาก ก็เข้าใจอ่ะนะ คนทำงานแกรมมี่ก็คงมีตังค์กัน ถึงไม่มีก็คงต้องแสดงพาวเวอร์ แต่แบบจะลึกไปไหน กลัวขับๆไป ป๊ะกะรถไฟใต้ดิน แบบหูอื้อเลยอ่ะ พอแลกบัตรแล้วก็ขี้นลิฟต์ไปรอ รอนานมาก วันนั้นต้องสัมภาษณ์ “น้ำชา” ซึ่งเป็นนักร้องใหม่แกรมมี่ ที่ร้องว่า “รักแท้มันคืออะไร ตับไตไส้พุง...” ตอนแรกฟังก็คิดว่าเพลงอะไรดูปัญญาอ่อนแต่ขอโทษครับ พี่นิ่ม สีฟ้า แต่ง ฮ่าๆ มันก็เหมาะกับวัยเขาอ่ะนะ( จริงๆ เขาอายุเท่าเรา) รอแล้วก็รออีก รอจนน้ำชาร้อนจะเป็นชาเย็นอยู่แล้ว พอดีเขามีงานหลายงาน โอเค เพิ่งเดบิวต์ก็คิวทองแบบนี้แหละ ดันกันสุดริด สัมภาษณ์ก็เป็นกันเองไม่มีไรมาก พี่บ.เป็นคนถามเสียส่วนใหญ่ เราก็แทรกบ้างตามโอกาสที่อยากเจือก ขากลับด้วยความบ้าเกาหลี ก็แบบอยากไปจีเอ็มเอ็ม อินเตอร์ อยากรู้ว่าบิ๊กแบงจะมีคอนเสิร์ตที่ไทยภายในปีนี้รึป่าว ด้วยความก๋ากั่น และบ้าผู้ชาย ก็เข้าไปเลย เจ้าหน้าที่ก็ “นัดใครไว้รึป่าวคะ?” คิดในใจไม่ได้นัดแต่กูอยากมา หน้าตาคนแรกก็โอเคยังรับแขกอยู่ พี่บ.เห็นท่าไม่ดี เลยชิงบอกว่า “มาจากฮักแมกกาซีนค่ะ” คราวนี้ก็ไปตามอีกคนออกมา เราก็ไม่ได้สนใจอะไร ตาก็มองเจ้าหน้าที่แหละ แต่ใจไปเกาะอยู่กับพวกโปสเตอร์ที่มันแปะอยู่ข้างฝา แบบ โอยยยย กูอยากได้อันนั้น อันนี้ พอยักษ์เดินมา “มาใครคะ” “มาหาบิ๊กแบงค่ะ” ไม่ อันนี้คิดในใจ ไม่ได้พูด แบบกำลังชื่นชมภาพในโปสเตอร์หันมาเจอหน้ายัยยักษ์แบบ อูยยยย ตกใจเลยอ่ะ หน้าดุได้อีก พี่บ.เลยช่วยเราใหญ่ “คือมาจากฝ่ายพีอาร์ฮักแมกกาซีนน่ะค่ะ จะถามเกี่ยวกับตารางงานของศิลปินต่างประเทศที่จะมาเมืองไทย เพื่อเอาไปโปรโมตให้ค่ะ” ยักษ์ก็เลยตอบกลับด้วยเสียงแบบ...กูอยากตบ “โอ้ยยยย ไม่รู้หรอกค่ะ ว่าใครจะมาตอนไหน จะรู้ก็เดือนเดียว สองเดือน ตอนนี้ก็ไม่มีอ่ะค่ะ” อือ เจ้าหน้าที่เป็นแบบนี้ดิ เอสเอ็ม ค่ายเพลงใหญ่ของเกาหลีเลยไม่เข้าทางแกรมมี่ นี่ถ้าไม่เห็นแก่ผู้ชายนะ หืมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม จบๆๆ เสาร์นอนพักผ่อน เล่นเน็ต เล่นเกมส์ วันอาทิตย์ก็หาเรื่องออกไปข้างนอกอีก งานนี้ไปไกลถึงเทวรัตน์ กรุงเทพ-นนท์ งานนี้เป็นงานเปิดตัวพิพิธภัณฑ์นักเขียนของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ในงานก็ปะทะไหล่กับนักเขียนชื่อดังหลายคน อาธิ (รู้สึกจะเขียนเป็นข่าวขึ้นทุกที) ไมตรี ลิมปิชาติ, ชมัยภร แสงกระจ่าง, ประภัสสร เสวิกุล (ฮ่าๆ ไม่รู้จักกันใช่มั้ย ไม่เป็นไรๆ) ก็คือจริงๆ แล้วพิพิธภัณฑ์หลังนี้เป็นบ้านเก่าของนักเขียนคนหนึ่งชื่อ ส. บุญเสนอ เขาจากไปแล้วนะ แต่เขาก็ยกบ้านเขาให้ คือเขาไม่มีลูกหลาน บ้านเป็นบ้านไม้ ร่มรื่นน่ารักมาก วันนั้นก็มีการเสวนาเปิดตัวหนังสืออะไรแบบนี้แหละ ก็ยอมรับว่าไม่ใช่งานที่สนุกอะไร เพราะนักเขียนก็แนวๆ รุ่นพ่อนิดนึง(จริงๆ แก่กว่าพ่ออีกนะเราว่า) แต่งานเขียนแต่ละคนก็เคยผ่านตาเรามาบ้างแล้ว เราก็ไม่รู้จักใครหรอก แล้วเราก็หลับอีกแล้ว แต่อย่างน้อยก็ได้ไปเจอนักเขียนรุ่นเก๋า ก็ถือว่าดีนะ อยู่ใกล้นักเขียนเก่งๆ รู้สึกบารมีเขาจะแผ่ขยายมาก เวลาเข้าเดินมา เราไหว้เขา แล้วเขายิ้มให้นี่ ขนลุกเลยอ่ะ วันต่อมาเราก็ไปทำงานตามปกติ และก็มีเพื่อนมาฝึกงานใหม่อีกหนึ่งคน บังเอิญอยู่คณะเดียวกัน แต่เอกจีน เป็นเพื่อนที่น่ารักมากคนหนึ่ง เราจะเรียกเขาว่าเถียน เถียน ก็แล้วกัน วันนี้เราไปงานเปิดตัวหนังสือของสำนักพิมพ์ฟรี ฟอร์ม หนังสือชื่อ “ผู้ชายเหมือนระเบิด” เป็นผลงานของนักเขียนชาวไต้หวัน คนเขียนเป็นผู้ชายวัยกลางคน เดิมเขาเป็นแค่พนักงานบริษัทธรรมดาคนหนึ่ง จนวันหนึ่งเขาป่วยหนักเข้าโรงพยาบาล หมอบอกว่าเขาทำงานหนักเกินไป ร่างกายของเขาไม่เหมือนชายอายุยี่สิบปลายๆ หลังจากนั้นเขาก็ลาออกจากงานประจำที่เงินเดือนสูงและมั่นคง มาและเริ่มเขียนหนังสือ หลังจากนั้นเขาพบว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขารัก เรารู้สึกว่านักเขียนคนนี้มีมุมมองชีวิตที่ดี ตอนงานเปิดตัวมีการสัมภาษณ์นักเขียน โดยใช้ล่าม งานเปิดตัวงานนี้เป็นงานหนึ่งที่เราประทับใจมาก เขาดูรัก และทุ่มเทกับการเขียนหนังสือจริงๆ เสียดายที่เราไม่ได้อัดบทสัมภาษณ์วันนั้นไว้ ไม่อย่างนั้น เราจะถอดมาให้ได้อ่านกัน หนังสือเป็นอารมณ์วอร์ม ฮาร์ท เหมือนของญี่ปุ่น เราว่าคงเป็นสไตล์ บาน่าน่า โยชิโมะโตะ ถ้าใครเคยอ่าน จะรู้ว่าหนังสือสไตล์นี้ไม่ค่อยมีในเมืองไทยนะ อ่านแล้วจะบอกความรู้สึกไม่ถูก ไม่แฮปปี้ เอนดิ้ง แต่ไม่โศกนาฏกรรม วรรณกรรมญี่ปุ่นน่าหลงใหลตรงนี้แหละ พอก่อนวันนี้ ยาวอีกแล้ว 2009/9/22 ยาย (อย่างเพิ่งงง อ่านก่อน)ไม่ได้อัพนานมากจริงๆ ถ้ามันเป็นหมามันคงลืมเจ้าของไปแล้วว่าไหม?
ช่วงที่ไม่ได้อัพก็ทั้งยุ่ง ทั้งเล่นไร้สาระ หลายอย่าง
มีอะไรหลายอย่างในชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป สิ่งต่างๆ รอบตัว คนรอบตัว
แต่เรากลับรู้สึกว่าตัวเองยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
ไม่ใช่ว่าไม่แก่ขึ้น ไม่พัฒนาขึ้น เราก็โตขึ้นแหละ
แต่บางอย่างในตัวเราอย่างเหมือนเดิม ความคิด นิสัยดื้อๆ และอะไรอีกหลายอย่าง
และรู้สึกว่ากล้าจะทำอะไรที่ตัวเองอยากทำมากขึ้น
วันนึงอยากไปเวิร์คที่อเมริกาก็ขอแม่ไป แล้วก็จัดการดำเนินเรื่องเลย
อยากเรียนแค่สามวิชา ก็ลงแค่นั้น อะไรไม่อยากทำก็ไม่ทำแล้ว
ไม่ใช่ว่าเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่เราคิดว่าเรากำลังกลายเป็นเด็ก ทำอะไรตามใจอยากมากกว่าเหตุผล
แต่ตอนนี้เหนื่อยกับคำว่าเหตุผลเหลือเกิน
........
อันนี้อีกเรื่องนึง
วันนี้เห็นยายคนนึงที่สยาม ยายคนนี้เขาจะนั่งขายพวกลูกอม ทิชชู่อยู่ตรงทางออกโบนันซ่ามาสยาม ไปกี่ครั้งก็จะเจอยายนั่งขายอยู่ตรงนั้น วันนี้ก็เป้นอีกวันที่เราเดินผ่าน วันนี้เราไปกินข้าวเลี้ยงส่งเพื่อนเพราะเพื่อนจะไปญี่ปุ่นแล้ว แล้วก็เดินเล่นช้อปปิ้งกันนิดหน่อย เสร็จขากลับก็ต้องผ่านโบนันซ่า ก็เห็นยายคนนั้น ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาสองทุ่มกว่าแล้ว ฟ้าก็มืดแล้ว ฝนก็เหมือนจะตก ยายก็ยังไม่กลับบ้าน เราเห็นแว๊บๆ แล้วแหละว่ายายพยายามร้องเรียกให้เรากับเพวกเพื่อนๆ ซื้อของยาย แต่เรากลับทำเป็นมองไม่เห็น คือเราเป็นคนสงสารคนแก่มาก ไม่รู้เป็นอะไร เวลาเห็นเด็กขอทานจะไม่รู้สึกอะไรเท่าไร แต่เวลาเห็นคนแก่แล้วแบบ สงสารมาก อยากร้องไห้ทุกทีเลย คงเป็นเพราะบ้านเรามีคนแก่ คือเราสนิทกับย่ามาก ย่าคือแม่บวกกับพ่อเลยสำหรับเรา คือเป็นคนสำคัญมาก ไม่ต่างจากพ่อแม่ เรารักเค้ามาก และเค้าคงรักเรามาก คงมากกว่าเราเรารักเค้าอีกม้าง (พิมพ์ไปอยากจะร้องไห้) คือเราไม่ได้อยากทำเป็นเมินยายคนนั้น แต่เหมือนวันนี้เรารู้สึกว่าเออ ใช้ตังค์เยอะแล้วว่ะ ไปกินเค้กมา แล้วก็เพิ่งซื้อรองเท้ามา ๑ คู่ เราเลยเออไม่ให้ซื้อของยายแล้วกัน แล้วก็ไม่อยากมองไง สงสาร แต่พอเดินเข้าโบนันซ่าไป เรากลับคิดว่า แม่งสิบบาททำไมให้ยายไม่ได้วะ กูไปกินเค้กชิ้นละ ๑๒๐ ซึ้อร้องเท้าคู่ละเป็นร้อย อีแค่สิบบาทกูจะตายมั้ย สิบบาทข้าวยังซื้อไม่ได้สักจานเลย จะเก็บไปทำส้นเตี่ยอะไร แบบเสียใจกับการกระทำของตนเองมาก แล้วเราเจอคนแก่แบบนี้เยอะมาก ที่มหาลัย ที่สวนหลวง คือหลายที่ บางทีก็ให้ บางทีก็ไม่ให้ แล้วก็สะเทือนใจทุกครั้ง เวลาเค้ามาขอ แล้วเราก็แกล้งทำเป็นไม่สนเค้า บางทีเรานั่งกินข้างอยู่ที่ร้านแล้วมียายมาขายลูกอมถุงละสิบบาท เราก็แกล้งคุยกับเพื่อนไป ทำเป็นไม่เห็นยาย ยายก็แบบ "ช่วยซื้อยายหน่อยนะ" อยู่นานมาก แล้วกูก็ไม่ให้ แล้วยายก็เดินไป แบบถ้ามองหน้ายายตอนน้นกูร้องไห้ไปแล้ว (เปลี่ยนสรรพนามตอนไหนวะ) เอาล่ะ ต่อไปนี้เพื่อเป็นการไถ่บาปที่เคยเมินยายไม่ไปหลายคน ถ้ามาขายเรา เราซื้อเลยสิบบาท สู้ไปประหยัดอย่างอื่นดีกว่า ประหยัดแค่สิบบาทนี้ไม่ช่วยไรหรอกว่ะ ไว้ไปสยามวันหลังเราจะไปซื้อลูกอมยายคนนี้ รอก่อนนะยาย วันพุธๆ 2009/6/17 I Hate Nothing @ all -- VOL.7
วันต่อมาคือวันเสาร์ จริงๆ แล้วงานของเด็กออฟฟิศอย่างเราคือจันทร์ถึงศุกร์ แต่ก็มีบางเสาร์ อาทิตย์ที่เราไปทำงานเหมือนกัน จนหลายคนรอบข้างมองว่า “เห้ย เป็นเด็กฝึกงาน ต้องทำงานเสาร์ อาทิตย์ด้วยเหรอ เกินไปหรือเปล่า?” ถ้าเราขี้เกียจตอบ ก็จะตอบสั้นๆ ว่า “อ๋อบางงานมันก็จัดเสาร์ อาทิตย์ บางทีออกไปสัมภาษณ์ เราก็เลือกวันเองไม่ได้ ต้องให้อีกฝ่ายสะดวก” แม้ว่าพนักงานออฟฟิศเงินเดือนที่ทำงานแบบนี้จะได้หยุดเสาร์อาทิตย์อย่างเป็นทางการ แต่ถ้าพูดถึงงานสื่อแล้ว เราก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำงานในวันหยุดที่คนอื่นได้พักผ่อนอยู่บ้านบ้าง ยิ่งถ้าเรานัดสัมภาษณ์ดารา นักร้อง คนดัง เรายิ่งเลือกไม่ได้ใหญ่เลย ในเมื่อเขาไม่ว่างกว่าเราอีก แม่เราเป็นคนที่บ่นเรื่องนี้มากที่สุด เขาหาว่าเราทำงานมากเกินไป วันหยุดก็ไม่ยอมหยุด จริงๆ เหตุผลจริงๆ ที่เราพยายามไปงานให้มากที่สุดเท่าที่เราจะไหว คำตอบสั้นๆ คือ “ประสบการณ์” ในเมื่อคุณมีเวลาแค่สองเดือน สมัครมาฝึกงาน แต่รู้สึกว่าทำออกไป แต่ไม่ค่อยจะได้ติดตัวออกไป มันก็เสียดายเวลาสองเดือนเปล่าๆ สู้ทำงานเยอะๆ เหนื่อยสองเดือนนี้ แม้จะเป็นสองเดือนที่เท่ากัน แต่เราเลือกที่จะทำอะไรให้มากกว่าได้
วันเสาร์นั้น เรามีงานไปสัมภาษณ์คุณหนิง ศรัยฉัตรถึงที่บ้าน โดยตะลอนตามพี่บ.ไป เราก็ตื่นแต่เช้าเพราะว่านัดผู้ใหญ่ ตอนเรียนกับทำงานเราก็ไปสายบ่อย แต่ถ้าเป็นงานโดดๆ แบบนี้เราจะพยายามรักษาเวลามากทีสุด ในขณะที่กำลังจะออกจากห้อง พี่บ. โทรมาบอกว่าคุณหนิงไม่สะดวกแล้ว แป่ว อุตส่าห์มุ่งมั่นในการรักษาเวลา เลยนอนต่อ เพราะตอนนั้นเพิ่งจะเจ็ดโมงนิดๆ แบบโคตรง่วง แล้วเราก็มีงานตอนเย็นกับพี่บ. อีก แต่พี่บ. ก็ไปไม่ได้อีกแล้ว เขาก็คงรู้ว่าเราอยากไปงานเยอะๆ แต่เขานัดหมอ มันจำเป็นจริงๆ ถามว่าเราเสียดายมั้ยเสียดาย เราเลยบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเราชวนคนอื่นไป เราเลยชวนน้องเมทไป จริงๆ เราไม่รู้แน่ชัดว่างานนั้นเป็นงานอะไร รู้แต่ว่าเป็นงานแฟต รู้แค่นี้ งานจัดที่เซ็นทรัลเวิลด์ ท่าทางคนจะมางานนี้เยอะ พอเราไปก็รู้ว่ามันไม่ใช่งานแฟต เราไปถามอินฟอร์เมชั่นว่างานแฟตไปทางไหน เขาถามว่าแฟตเหรอ? งานเก็ตรึป่าว? เราก็ใช่ม้าง พี่บ.อาจจะจำผิดคลื่น อาจไม่ใช่คลื่นแฟต แต่เก็ตเรดิโอ คือมันก็มีไง เก็ตเป็นคลื่นเพลงสากลม้าง ถ้าจำไม่ผิด แต่พอไปจริงๆ ไม่ใช่ทั้งสองคลื่น เป็นงานของคลื่นร้อยสาม เอฟเอ็มวัน แบบมั่วกันได้อีก แล้วเราก็มาเข้าใจว่าทำไมถึงมีต้องเก็ต ทั้งแฟต เพราะชื่องานมันคือ Get Fit Lose Fat อืม กูเข้าใจแระ เป็นงานที่คลื่นเอฟเอ็มวัน จัดร่วมกับ ซีเรียลอะไรสักอย่าง ฮ่าๆ แล้วมันเป็นคอนเสิร์ต ตกลงก็ไปนั่งดูคอนเสิร์ตมันๆ ฟรีๆ คอนสนุกมาก มีแทททู คัลเลอร์, โดม โนโลโก้, อีทีซี เราชอบแทททู กับอีทีซีมาก (แม้จะไม่เท่าบิ๊กแบง แล้วก็วกเข้ามาที่ให้วงนี้) แต่ก็สนุกมาก ประจวบกับเมทก็ชอบเหมือนกัน
พอวันอาทิตย์ก็อย่าคิดว่าได้พัก เราต้องไปงาน สัตว์เลี้ยง ที่สืบเนื่องมากจากที่ไปสัมภาษณ์ดร.ที่เป็นสัตว์แพทย์กับพี่ย. วันก่อน งานคราวนี้เป็นการเสวนาใหญ่ เราไปเลท แถมยังลบคลิปที่เราอัดเสียงคุณหมอไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พี่ย.ผู้มอบหมายงานให้เราไม่ด่าก็บุญแล้ว ในงานก็เป็นจัดนิทรรศการ และมีการสาธิตการดูแลสัตว์เลี้ยงต่างๆ เราไม่ค่อยสันทัดเรื่องพวกนี้ เลยไม่ค่อยได้สนใจเท่าไร รู้แต่ว่ามีวิทยากรคนนึง หน้าเหมือนเจ.เค.โรวลิ่ง ขณะฟังเสวนาเลยทำให้เราอยากดูแฮร์รี่ ขึ้นมาตงิดๆ
พอมาวันจันทร์ก็ไปทำงานปกติทำงานครึ่งวันเช้า ตอนบ่ายต้องไปเล่นโกะอีกแล้ว ก็เล่นๆไปงั้นๆ เบื่อมาก เพราะวันนี้สถานที่ไม่เอื้ออำนวย เพราะต้องแบ่งห้องให้ซีอีโอประชุม ห้องเลยเล็กกระจิ๊ด ต้องนั่งเบี่ยงตัวเล่น เมื่อย เหนื่อย เบื่อ อยากกลับออฟฟิศไปทำงานมากกว่าอีก
วันต่อมามีแข่งขันโกะรอบชิง เราโดด ฮ่าๆๆ เลวมาก คือผึ้งกับหวานต้องออกไปทำงานข้างนอก ก็ไม่ได้เข้า เรากะจะชวนแววโดด แต่เราว่าลึกๆ แววอยากลงแข่ง เพราะแววเล่นเก่ง เราว่าแววมีสิทธิ์ชนะ โชคดีพี่อ.อยากเล่น แววก็เลยมีเพื่อน เราขอนั่งปรู๊ฟงานในออฟฟิศดีกว่า ปรู๊ฟไปปรู๊ฟมา ง่วงมาก ขอพี่เขาหลับ เราก็หลับไปเลย เลวมาก ตื่นมา แววกับพี่อ.ก็กลับมาพอดี มันชนะจริงๆ ด้วยอ่ะ คนเราแม่งเก่งเนอะ กูนี่แบบ นั่งควายปรู๊ฟอยู่ ฮ่าๆ ไม่เป็นไร ได้หลับกลางวันตื่นมาก็อารมณ์ดี
วันต่อมีปัจฉิมนิเทศเพราะสิ้นเดือนก็จะมีเด็กฝึกงานจบคอร์สหลายคน ในงานก็มีผู้ใหญ่ของทางบริษัทมาพูดเกี่ยวกับการทำงานในอนาคต และเนื้อหาหลายอย่างที่มีประโยชน์ บางช่วงก็สนุกดี มีเล่นเกมนิดหน่อย บางช่วงก็เบื่อ เราหลับด้วย (หลับอีกแล้ว) มีพี่คนนึงเป็นผู้จัดการเลยนะ ไม่เอ่ยฝ่ายและชื่อแล้วกัน พี่คนนี้เขาก็ชวนเด็กฝึกงานเล่นเกมที่แบบให้พูดประโยคต่อกันไปเรื่อยๆ จนพอถึงคนสุดท้ายจะเหลือกี่คำ ได้ใจความว่ายังไง พวกเราเคยเล่นกันมาบ่อยแล้วแหละ คือเขาจะสอนเกี่ยวกับการสื่อสาร เขาก็เลือกเด็กโดยกระจายมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแรกที่เรียก ก็แน่อยู่แล้ว จุฬาฯ โดนก่อน แล้วก็จะมีเด็กจุฬาฯคนนึงนั่งแถวหลังเรา พี่คนนี้ทักเพื่อนคนนี้ว่าไงรู้มั้ย “นี่เราเป็นเด็กจุฬาฯเหรอ ดูไม่เหมือนเลยอ่ะ เหมือนเด็กอาชีวะ หน้าเด็กจัง” คือเราอึ้งไปเลย แบบเราไม่รู้ว่าเขามีความหมายว่ายังไงนะ คืออยากจะทักว่าหน้าเด็ก หรือยังไง แต่แบบไม่ต้องพูดว่าเด็กอาชีวะก็ได้ป่ะ แล้วพูดออกไมค์ คือเราก็ไม่ได้ว่าเด็กอาชีวะไม่ดีอะไรนะ แต่ถ้าเราโดนทักแบบนั้นเราก็เสียเซลฟ์ เป็นเราเราจะถามเขาว่าหมายความว่าไง คือเราไม่รู้จักเพื่อนคนนั้นหรอก แต่เรารู้สึกไม่ดีแทน ตลอดชั่วโมงเรารู้สึกไม่ดีกับพี่คนนี้ไปเลย ขนาดผึ้งซึ่งอยู่ม.บูฯ ยังรู้สึกได้เลย ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้อ่ะนะ ว่าบางทีอยากจะพูดเล่นแต่ไม่คิดไง ถึงจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว จบปริญญาโทแล้ว แถมทำงานเป็นผู้จัดการ ควรพูดให้รู้สึกดีกว่านี้ได้มั้ยอ่ะ (จริงๆ เราไม่ควรวิพากย์วิจารณ์พี่ในบริษัท ยิ่งพี่เขาตำแหน่งใหญ่มาก ถ้าเรามาสมัครงานที่นี่ แล้วเขาเคยมาอ่านตรงนี้ เราว่าเขาไม่รับเราเขาทำงาน)
วันนี้แค่นี้ก่อน โวลลุ่มหน้า เราจะพาไปเที่ยวแกรมมี่ นะจ๊ะ
2009/6/12 I Hate Nothing @ all -- VOL.6หลังจากขยันอัพ ไปหลายๆ อัน เราก็ไม่ได้อัพติดกันเป็นอาทิตย์เลย ต้องยอมรับว่าพักหลังๆ เหนื่อยด้วยความดันทุรังของตัวเอง ไว้จะบอกทีหลังว่าไปทำอะไรมาถึงเหนื่อยขนาดนี้ หลังจากนั้น เราก็ทำงานแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นปรู๊ฟ ถอดเทป ส่งเอกสาร แฟ็กซ์ และบางวันก็ว่างแบบนั่งฟังเสียงแอร์กันไป เด็กฝึกงานห้าคน นั่งเกาหัวแคร๊กๆ ไม่มีไรทำ แต่บางวันก็ยุ่งจนแบบกูทำไรก่อนดี เดี๋ยวคนโน้นเรียก คนนี้เรียก โอยยยย กูทำไม่ทัน บางวันผึ้ง กับหวานออกไปทำงานข้างนอก พี่อ. ซึ่งเป็นเด็กฝึกงานอีกคนก็จะออกไปกับพี่นกตลอด ไม่ค่อยได้อยู่อยู่แล้ว เรากะแวว ก็จะหัวฟูกันอยู่ในออฟฟิศ แล้ววันที่เราต้องพูดมอร์นิ่ง ทอล์คก็มาถึง เราไม่พร้อมอย่างแรง ไม่ได้เตรียมตัว ผึ้งซึ่งอยู่กลุ่มเดียวกับเราก็ไม่มาเพราะไม่สบาย อยู่คนเดียวก็เปลี่ยวใจ เลยโดดซะอย่างนั้น จริงๆ ก็ตื่นสายนิดนึงด้วย เลยโดดไปตามระเบียบ และสิ่งที่เซอร์ไพร้ส์เราอีกอย่างก็คือตอนเราจะขึ้นลิฟต์ที่ตึก ระหว่างที่ประตูลิฟต์จะปิด เราเจอพี่รหัสที่มหาวิทยาลัยของเรา แบบอึ้งๆ งงๆ พอสายๆ ของวันนั้นพี่เขาก็โทรมา แต่เราไม่ได้ยิน ก็เลยไม่ได้รับ จนมีอยู่วันนึงพี่เขาส่งเมสเสจมาว่าไปกินข้าวเที่ยงกัน เราเลยโทรไปนัดกับเขา แล้วก็ไปกินกัน ก็คุยกันตามประสาพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันมานาน แล้วพี่เขาก็เลี้ยงข้าวเราอีกแล้ว อยู่มาจนวันนี้พี่ๆ หลายคนก็ยังเลี้ยงข้าว เลี้ยงขนมเราอยู่ จนเรางงว่าทำไมเดือนนี้ช้อปปิ้งได้มากเป็นพิเศษ แต่เงินก็ง่อยเท่าเดือนอื่นๆ (ไม่สำนึก) วันต่อๆมาก็ได้แกะเทปอีก เทปเด็ดๆ ก็เป็นเทปหมอตุ้ย เอ็กซ์เรย์ ฟังแล้วก็ไม่รู้จะเชื่อได้สักเท่าไหร่ แต่ก็เหมือนได้ฟังเรื่องสนุกๆ อีกเรื่อง งานแกะเทปจึงเป็นงานที่เราไม่เคยเข็ดหลาบกันมัน ทั้งๆ ที่ตอนแกะแต่ละเทปนี่จะตายเอา จนมาถึงวันที่เราหลีกเลี่ยงการพูดมอร์นิ่ง ทอล์คไม่ได้อีกแล้ว แล้ววันนั้นผึ้งก็ไม่ได้เข้าอีก เพราะมาสาย ยังไงวันนี้ก็ต้องฉายเดี่ยวแบบจำเป็น (แต่ไงมันก็ต้องพูดคนเดียวอยู่แล้วอ่ะนะ) เราก็ไม่ได้เตรียมเหมือนเดิมแหละ แค่ลิสต์ๆไว้ว่าจะพูดอะไร ไม่ได้ฝึกซะด้วยซ้ำ กะว่าไปแถ ก่อนไปห้องทอล์คเราขึ้นไปออฟฟิศ หยิบฮักกับออลไปอย่างละเล่ม แล้วก็รีบๆไป จนพี่ในออฟฟิศงง ว่าอีนี่เป็นไรมากป่ะ วันนั้นเราก็ออกไปขายของแหละ ก็พูดเกี่ยวกับนิตยสารสองเล่มที่เราฝึกงานมาเป็นเดือน เพื่อนก็ดูสนใจดี เราก็พูดแบบฮาๆ ชิลๆไป เขาก็ยิ้มๆ ขำๆกัน จบไปสำหรับมอร์นิ่ง ทอล์ค เฮ่อ...โล่ง วันหนึ่งเราก็ได้ไปงานกับพี่ย. เป็นงานเปิดตัวเกี่ยวกับสมาคมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ชื่องาน “รักแท้...ต้องดูแลให้ได้” ประมาณว่าถ้าคุณรักสัตว์เลี้ยงของคุณจริง คุณต้องรักมัน และเข้าใจมันให้ถึงที่สุดนะ เราก็ไปสาย งานจัดที่ศูนย์สิริกิต ประมาณว่าคิดว่าไปแล้วคนต้องเยอะๆ ชินไง นึกว่าเหมือนไปงานหนังสือ พอไปถึงเอ่อ...เมืองร้างเหรอวะ แบบเห้ย นี่มันศูนย์สิริกิตที่กูเคยมาย่ำตอนเดือนมีนา มันใช่เหรอ แล้วก็หาห้องจัดงานไม่เจอ ก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานมาก รู้แค่ว่าพี่ย.จะมาขอสัมภาษณ์ สพ.ญ.ดร.สิริยา ชื่นกำไร ซึ่งเป็นสัตว์แพทย์ซึ่งก่อตั้งรพ.ม้า แห่งแรกของประเทศไทย พอไปถึงห้องก็เปิดเข้าไป คนก็เยอะแล้ว อายนิดนึงก่อนจะมองหาพี่ย. เดินๆ เข้าไป มองบนเวที เห็นนาตาลี เกโบว่า เลยช็อคนิดนึง พอนั่งก็มองๆ แบบ กูมางานไรวะ คือไม่มีสัตว์ไม่มีไรเลย มีแต่นาตาลี พอสักพักเขาก็เอาหมาเข้ามา น่ารักมากเลย แต่เราก็ไม่ใช่พวกคลั่งไคล้สัตว์เลี้ยงอยู่แล้ว ก็ไม่ได้อะไรมากมาย เราค่อนข้างสนใจงานสัมภาษณ์ เราชอบอ่านบทสัมภาษณ์จากนิตยสารต่างๆ โดยเฉพาะคนที่ให้สัมภาษณ์ที่สามารถทำให้เราเรียนรู้อะไรจากเขาได้มาก อาจเป็นเพราะเราไม่ได้อ่านนิตยสารมากนัก เราอ่านบ่อยสุดคืออะเดย์และเราหลงใหลบทสัมภาษณ์ในอะเดย์ ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่ได้สังเกตหรอกว่า ที่บทสัมภาษณ์มันออกมาดี มันเป็นเพราะคนสัมภาษณ์ หรือคนให้สัมภาษณ์กันแน่ พอเรามาฝึกงานเราได้เรียนรู้ว่า บทสัมภาษณ์ดีๆ มีส่วนผสมหลายอย่าง และการเขียนบทสัมภาษณ์ทำได้หลายอย่าง คำตอบดีๆ มักเกิดจากคำถามดีๆ คำถามที่กระตุ้นให้คนตอบได้ใช้ความคิด ได้แสดงออกถึงตัวตนออกมา บางคนอาจคิดว่า คำตอบในการสัมภาษณ์ก็เป็นแค่ลมปากน่ะแหละ แต่เคยคิดกันบ้างไหมว่า คนที่มีความคิดดีๆ แสดงว่าเขาต้องมีอะไรอยู่ในหัว และจิตใจของเขา ไม่ว่าสิ่งที่เขาพูดจะเป็นสิ่งที่เขาทำจริงๆ หรือไม่ แต่อย่างน้อยเขาก็คิดอย่างนั้น การสัมภาษณ์ให้ได้บทความที่ดีจึงไม่ง่ายเหมือนที่ใครๆ คิด ใครคิดว่าแค่ถามๆไป แล้วเอาคำตอบมาแปะๆ มันไม่ใช่ พอสัมภาษณ์เสร็จ ต้องผ่านการแกะเทป เรียบเรียง แก้ไขถ้อยคำพูด ยิ่งถ้ามาผูกเป็นการร้อยเรียงก็ถือว่าเป็นการทำบทสัมภาษณ์ที่ท้าทายอย่างหนึ่ง มีพี่คนหนึ่งบอกเราว่าทำบทสัมภาษณ์แบบร้อยเรียงง่ายกว่า ทำแบบถามตอบ เราแบบ เฮ้ย ไม่ม้าง คือค้านในใจ การร้อยเรียงให้ได้บทสัมภาษณ์ที่น่าอ่าน และอ่านอย่างไหลลื่นไม่ง่ายเลยสักนิดเดียว วันต่อมาเราได้ไปงานสองงานติด งานแรกเป็นงานของเครือซีเมนต์จัดร่วมกับแฟต เรดิโอจัดงานประมาณว่าประกวดสิ่งประดิษฐ์ของเยาวชนเพื่อสิ่งแวดล้อม เราก็ไปนั่งฟัง กะเอาคอนแทค (ไม่ใช่คอนแทค เลนส์นะ คือไปติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์ หรือไรอย่างนี้) เพราะในงานบอกว่าจะมีก้อย แซทเทอร์เดย์ เซโกะ มีแสตมป์ มีเอเอฟห้า มีนักแสดงจีทีเอช มีสครับ ก็จะไปเผื่อได้สัมภาษณ์ ตกลงพอไป ไม่มีใครมา จริงๆ งานมันมีหลายวัน วันแรกเปิดงาน ตอนเริ่มเปิดงาน ด้วยความที่อีนี่ไม่รู้เรื่อง ก็แบบเห็นเขายืนกันทำไมฟระ ถามดังด้วยนะ ถามพี่บ.ที่ไปด้วยกัน คนข้างหน้าทำหน้าเซ็งๆ หันมาบอกว่า ท่านองคมนตรีมา กูหน้าแหก ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขาเล้ยย ต่อจากงานนั้น เราไปงานต่อไปเป็นงานแบบกระตุ้นสื่อให้ทำสื่อที่ส่งเสริมให้แก้ปัญหาด้านเยาวชนมากขึ้น งานนี้ไปกะแวว มีไนซ์ ทู มีท ยูมา ด้วยความไม่บ้าเค ป๊อป แต่บ้า เค ฮิปฮอปเลยไม่สนใจ บวกกับปวดหัว เพราะอากาศข้างนอกมันร้อน แต่ในห้างมันหนาว พอต้องเดินเข้าเดินออก เลยปรับตัวไม่ทัน ระหว่างที่ไนซ์ ทู มีท ยู ยืนหล่อ(แบบของมัน แต่ชั้นว่าไม่หล่อ) แฟนคลับซึ่งมีแต่เด็กม.ต้นก็ได้แต่ยืนข้างนอก แล้วก็กรี๊ด ด้วยความเหนื่อยอ่อน และปวดหัว อีนี่หลับ แบบแววหันมามอง (มันบอกทีหลังว่า “งง” ) คือด้วยความสายตาสั้น มองไม่เห็นด้วยไง บวกกับไม่สนใจ ก็เลยหลับ ทั้งๆ ที่งานเลิกบ่ายสาม แต่ก็โดดกลับก่อน ไม่ไหว ง่วง บวก ปวดหัวมาก กลับมาหลับเลย ตื่นมาห้าโมง ร้อนกว่าเดิม ในหอร้อนมากกกก มึงจะฆ่ากูใช่มั้ย วันศุกร์ออฟฟิศยุ่งยังไงก็ไม่รู้ คือแต่ละวันบรรยากาศในออฟฟิศจะไม่เหมือนกัน วันนี้พี่ย.ไม่เข้าออฟฟิศแต่เราต้องพิมพ์ข่าวส่งเขา เราเลยใช้เครื่องคอมเขา เราสามารถใช้คอมของใครก็ได้ แต่ต้องมีรหัสพนักงาน(และต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเครื่อง หรือไม่ก็พี่ก.) เราใช้รหัสพี่ก.บ่อยมาก บางครั้งก็รู้สึกว่าเขาคงไม่เป็นส่วนตัว เพราะบางทีเวลาไม่มีอะไรทำเราก็เบื่อเลยเล่นคอมไป แล้วจะให้ทำไร ก็เปิดเล่นโน่นนี่ ซึ่งจริงๆ หลายเว็บมันจะบล็อคเอาไว้ เราก็เล่นไร้สาระเยอะ หลังๆ เลยไม่เล่นคอมดีกว่า นั่งอ่านหนังสือเงียบๆ จนกว่าจะมีงานให้ทำ ทุกๆ เดือนจะมีเสวนาอาศรม ก็จะเป็นการเสวนาเกี่ยวกับเรื่องจีนๆ ตั้งแต่งิ้ว ยัน เปาบุ้นจิ้น ก็จะมีอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนั้นมาเป็นวิทยากร เดือนก่อนเราก็ได้ช่วยโดยการไปไล่แขก อย่าเพิ่งงง คือพอดีมันมีการย้ายห้องเสวนา เราต้องไปไล่แขกจากอีกที่ไปอีกที่ แบบกูมาทำอะไรตรงนี้ ก็นั่งฟังเพลง หลับๆ ตื่นๆ เวลามีคนมาก็จะสังเกตว่าใช่คนนี้รึป่าวที่มาอบรม ที่สังเกตได้ก็จะเป็นซิ่มๆหน่อย ไม่ก็อาเฮียแก่ๆ สังเกตไม่ยาก พอเดือนนี้เราก็ได้ไปเป็นฝ่ายทะเบียน คุยกับคนแก่เนี่ยบางทีก็เหนื่อยเหมือนกันนะ ไว้มาเล่าต่อ วันนี้ยาวแล้ว 2009/6/3 my requestไปลงเรียนวิชาหนึ่ง เป็นวิชาเกี่ยวกับการเขียนร้อยแก้ว แล้วอาจารย์ให้เขียนบันทึกทุกวัน แล้วคนอย่างเราที่เป็นคนไม่มีวินัยในการใช้ชีวิต คงจะทำได้หรอกนะ อาจารย์บอกว่าเป็นนักเขียนต้องมีวินัยมากๆ ไม่ใช่ไม่มีอารมณ์เขียนก็ไม่เขียน นักเขียนบางคนต้องปั่นต้นฉบับ ถึงสิบเก้าฉบับในครั้งเดียว โห นั่น บ้าไปแล้ว หลังจากนี้เราจะเขียนบันทึกทุกวัน(ถ้าทำได้) โปรดตามอ่านด้วยนะ และขอคำวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาด้วยจะดีมากมาย
ไม่ต้องสนใจหน้าเว็บมากนักนะ เข้าไปเม้นบล็อกให้ก็พอแล้ว แหะๆ น้า นะ เพื่อความพัฒนาด้านการศึกษาของเพื่อนฝูง ไปอ่านบ้างอะไรบ้าง
แต่ในสเปซก็จะยังอัพปกติ
เรื่องฝึกงานก็ยังจะอัพอยู่ไม่ได้หายไปหรอกนะ 2009/5/30 สมองกับความว่างเปล่าวันนี้ว่างเปล่ามากๆ
แถมซวยแต่เช้าด้วย
น้องทำแจกันที่บ้านป้าแตก
แถมรีดเสื้อที่ยืมพี่ชายมากไหม้อีกต่างหาก
ปวดท้องเหมือนจะท้องเสีย
นอน ตื่นมา
เบื่อ ออกมาเล่นเน็ต
แถมเข้าเฟซบุ๊คไม่ได้
ทั้งๆที่ของคนอืนเข้าได้
เราโดนบล็อคเหรอวะ
แถมเว็บบอร์ดที่เข้าเป็นประจำทีเข้าไม่ได้เหมือนกัน
คาดว่าปิดปรับปรุง
จะบ้าตาย ชีวิตกู
อารายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย 2009/5/9 I Hate Nothing @ all -- VOL.5ประมาณวันที่ ๑ เม.ย. ก็มีนักศึกษาฝึกงานมาอีกสองคน เป็นผู้หญิงเหมือนกัน มาจากม.บูรพา คนนึงชื่อผึ้ง คนนึงชื่อหวาน มาวันแรกๆ ก็ไม่ค่อยคุยกันหรอก ก็ไม่รู้จะคุยไรอีกแหละ จะว่าไปเรากับแววก็ยังไม่คุยกันมากเท่าที่ควรเลย สองคนนั้นเรียนด้านนิเทศมาโดยตรง เข้ามาก็คงทำได้ตรงสายกว่าเรา งานแรกที่เขาได้ทำก็คือแกะเทป กับปรู๊ฟ เออ ลืมเล่าเรื่องแกะเทป จนถึงวันนี้เราก็ได้แกะเทปไปประมาณสี่เทป บางอันก็ฟังง่าย บางอันก็ฟังยาก ส่วนใหญ่จะฟังยาก ปวดหัวจี๊ดๆ เลย แต่ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าได้เข้าใกล้งานหนังสือเข้าไปอีก วันแรกที่สองคนนั้นมาก็ไปกินเย็นตาโฟกัน แล้วก็นั่งโต๊ะเดียวกันสี่คน ก็ไม่ได้คุยไร ก็กินไปเงียบๆ บรรยากาศอึดอัดๆ ฮ่าๆ โคตรเกลียดอะไรแบบนี้เลย แต่เราก็ต้องเผชิญอย่างนี้กันทุกคน ก่อนที่จะได้รู้จักพูดคุยกับใครมากๆ เราก็ต้องผ่านตรงนี้ไปก่อนทุกครั้ง พอวันต่อมาก็มีการปฐมนิเทศรวมนักศึกษาฝึกงานซีพีทุกคน ช่วงบ่ายก็เลยไม่ได้เข้าออฟฟิศ ก่อนปฐมนิเทศก็มีการเปิดหนังรอ เรื่อง “ทไวไลท์” เรายังไม่เคยดูเลย รู้แต่ว่าสนุก และพระเอกหล่อ พอดูไปสักประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วแบบอยากดูต่ออ่ะ สนุกแล้ว แต่ก็ไม่ได้ดูก็ต้องนั่งฟังพี่เขาพูดไป ก็น่าเบื่อแหละ เราหลับด้วย เราจะหลับบ่อยมาก เวลาไปงานเปิดตัวหนังสือเราก็หลับตลอด วันนั้นก็จบไปไม่มีอะไร รู้แต่ว่าเราต้องเข้าอบรมการเล่น “หมากล้อม” อีก แล้วก็ต้องเข้ากิจกรรม “มอร์นิ่ง ทอล์ค” วันเว้นวัน เป็นกิจกรรมให้ใครออกไปพูดอะไรก็ได้สองสามนาที ยังไม่ถึงคิวเราออกไปพูด แต่ก็ใกล้แล้วแหละ จนบัดนี้ยังคิดไม่ออกว่าจะพูดไร กะออกไปร้องเพลงแล้ว ไม่ต้องใช้สมองดี ฮ่าๆ หลายวันที่เรารูดบัตรออกก่อนเพราะต้องไปงานโน้นงานนี้ แต่อีกหลายๆวันเราก็รูดบัตรกลับช้า เราไม่ซีเรียสเรื่องกลับค่ำอยู่แล้ว เพราะสีลมมันก็ใกล้กับหอเรา นั่งรถไฟฟ้าแป๊บเดียวก็ถึง เราก็เลยรอกลับพร้อมพวกพี่ๆ เพราะหลายคนก็กลับรถไฟฟ้า โดยเฉพาะพี่บ. ทุกวันนี้ทุกคนจะเห็นว่าเรากับพี่บ. ตัวติดกันมาก จะไปไหนมาไหนกันตลอดเลย การอยู่ออฟฟิศจนฟ้ามืด ก็เป็นเรื่องสนุกอีกอย่างหนึ่ง เพราะหลังจากที่หลายๆ คนทยอยกลับบ้าน ก็จะเหลือแต่กลุ่มพี่ๆ ที่เรามักจะอยู่ด้วย ก็จะทำงานกันไป เล่นกันไป เม้ากันไป ส่วนใหญ่จะเน้นที่เม้า พี่น้ำแข็งจะเป็นคนเม้าสนุกมาก ฟังทีไรก็เพลินจนไม่อยากกลับ บางทีก็คุยกันเรื่องปัญหาหัวใจ แบบชะนี เก้ง กวาง คุยกัน สนุกดี ในกลุ่มจะมีพี่อ. คนเดียวที่เป็นชายแท้จากแผ่นดินที่ราบสูง แต่พี่อ.เป็นคนหน้าตาดีใช้ได้เลยนะ แต่งตัวก็ดี เราว่าเขามีสไตล์ แต่แม่งกวนตีนชิบหาย พี่อ. จะสนิทกับพี่บ.มาก เราก็เลยคุยเล่นกับสองคนนี้บ่อยเหมือนกัน ส่วนพี่ก. ก็จะสนิทกันแบบเดิม พี่ก.ก็จะเล่าโน่นนี่ให้เราฟังมากมาย จนบางครั้งตกใจมากที่เขาไว้ใจเราขนาดนี้ เขาชอบให้เราไปกดเอทีเอ็มให้เขาบ้าง โอนเงินให้บ้าง ให้เงินไปซื้อของให้ แบบไม่กลัวกูโกงเหรอวะ แต่เราก็ไม่คิดจะโกงอยู่แล้วไง ไม่ใช่วิสัยเรา แต่เราก็ไม่อยากให้เขาไว้ใจใครมากๆ แบบนี้ มันก็เสี่ยงนะ แล้วเขาจะชอบปรึกษาปัญหาหัวใจกับเรา ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่ารักๆ ของผู้หญิงอ่ะ เราก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้มากหรอก แค่อยากช่วยรับฟัง อยากให้เขารู้ว่ามีคนเข้าใจ และอยากรับฟังนะ พี่ก.เป็นพี่ที่ดีกับเรามากๆ เราโคตรรักเจ๊เขาเลย ทั้งดูจริงใจ ดูเป็นคนดีอ่ะ ไม่รู้จะพูดยังไง เราว่าเขาก็ดีกับเด็กฝึกงานทุกคนแบบนี้แหละ ทุกคนก็คงรักเขามากเหมือนกัน แล้วเรื่องสนุกในออฟฟิศอีกอย่างนึงก็คือศึกเจ้ามวยไทยระหว่างพี่ก. กับพี่จ. (คงจำสองคนนี้ได้) ก็เขาทำงานฝ่ายเดียวกัน นั่งข้างกัน มีอะไรก็ต้องคุยกัน ปรึกษากันตลอด แต่แบบแม่ง สองคนนี้ทะเลาะกันตลอดเวลา แต่ไม่ใช่ทะเลาะแบบจะเป็นจะตายนะ แต่ทะเลาะทีแม่งเสียงดังด้วยอ่ะ แล้วคนที่เงียบก่อนจะเป็นพี่ก. แต่แบบคนที่ไม่รู้ก็จะตกใจเวลาเห็นสองคนนี้เถียงกัน แต่เราจะมองว่ามันเป็นสีสันของที่ทำงาน เราหัวเราะทุกครั้งเลยที่สองคนนี้เถียงกัน แบบเถียงกันเรื่องไม่เป็นเรื่องอ่ะ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนคนรอบข้างก็เข้าใจกันหมดแล้ว พี่ก.จะออกแนวขี้เม้าไง แล้วพี่จ.จะออกแนวไม่ยอมใคร แล้วสองคนนี้เวลามีเรื่องก็จะชอบหาพวก แล้วฮามาก ก็จะไม่มีใครยอมเข้าฝ่ายไหน แบบ ต๊องกันทั้งคู่อ่ะ แล้วพี่ก.จะเป็นคนหัวเราะเสียงดัง แบบระเบิดชายแดนภาคใต้มาก แบบดังไม่มีใครเกิน แล้วมันก็มาถึงวันที่เราต้องเล่นหมากล้อม หลายๆคนก็คงรู้จักแล้วเนอะ แต่เราจะเรียกสั้นว่า “โกะ” ใครเคยอ่านหรือดูการ์ตูนฮิคารุก็คงรู้จักเป็นอย่างดี โกะก็จะเล่นคล้ายล้อมเมือง ที่เราเล่นกันบ่อยๆ ในคาบเรียนเวลาเบื่อๆ รองจากโอเอ็กซ์ ฮ่าๆ (อ่าวไม่เป็นกันเหรอ) ตอนแรกเรานึกว่าโกะคือโอเทลโล่ แต่มันไม่เหมือนกันนะ โกะจะเป็นแบบวางไปบนเส้นตัด ถ้าโอเทลโล่ก็จะวางไปบนช่องเหมือนหมากฮอส เราก็เล่นกันแบบ ลงๆ ไปไม่ได้คิดไรมาก เราก็เล่นคู่กะผึ้ง แววเล่นคู่กับหวาน แววเคยเล่นมาก่อนก็จะชนะหวานตลอด แต่เรากะผึ้งก็ครั้งแรกเหมือนกัน ก็ผลัดกันแพ้ชนะ พี่ที่เป็นสต๊าฟบอกว่าเรากะผึ้งลงเร็วมาก ยังกะมือโปร โปรห่าอะไร กูลงไม่คิดต่างหาก มันถึงเร็ว แล้วเดี่ยวมันจะมีแข่งกันด้วย เราว่าเราตกรอบแรกชัวร์ พูดถึงโกะ ทำไมซีพีต้องสอนนักศึกษาฝึกงานเล่นโกะ? คุณก่อศักดิ์ ซีอีโอซีพีอ่ะ เขามองว่าการเล่นโกะเหมือนการทำสงคราม เขามองว่าการเดินหมากแต่ละตามันหมายถึงการลงทุน แล้วการทำธุรกิจก็เหมือนเรากำลังทำสงครามน่ะแหละ ดังนั้น การทำธุรกิจก็ควรวางแผนให้ดี ไม่งั้นก็เจ๊ง ถ้าอยากรวยแบบเครือเจริญโภคภัณฑ์ก็หันมาเล่นโกะกันเยอะๆ 2009/5/2 ภาพถ่ายสะท้อนวิถีชีวิตคงเคยเห็นภาพถ่ายวิถีชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะในหน้าานิตยสาร หรือตามฝาผนังแกลลอรี่ กันไปบ้าง ไล่เรียงกันไป ตั้งแต่ชีวิต คนเมือง ยัน คนชนบท ผู้คนตามย่านการค้าที่วุ่นวาย ชีวิตสมถะของชาวไร่ชาวสวน หรือชีวิตคนบนตึกสูง ย่านหรูในเมืองใหญ่ แค่ภาพหนึ่งภาพสะท้อนอะไรมากมายออก สีหน้า ของผู้คน พอใจ อึดอัด เศร้า กับสภาพแวดล้อมของตัวเอง ไล่ไปจนแสดงออกถึงนิสัยใจคอของผู้คนที่นั่น ... วันนี้ เรากล้า...ออกมาเปิดเผยถึงภาพวิถีชีวิตของเรา แม้มันอาจจะไม่น่าสนใจ แต่มัน...
ทุเรศดี ก็เลยเอามาให้ดู ฮ่าๆ เริ่มไว้สวยงามมาก ถ้าใครจะหาสาระจากบล็อกวันนี้ ขอแสดงความเสียใจด้วย บล็อกนี้ถือเป็นบล็อกเบรก เพราะเล่าเรื่องงานมาเยอะแล้ว เอาอะไรผ่อนคลายมาให้ดูบ้างดีกว่า
เริ่มกันที่ภาพแรก ภาพแรกขอเริ่มด้วย นิตยสารต่างๆ ที่ดาหน้ากันเข้ามา อ่านไม่ทัน มีทั้งได้มาฟรี หยิบฟรี และเสียตังค์ซื้อ รวมทั้งหมายไปงาน(ถ้าใครอ่านในบทก่อนๆ) ที่ม้วนกลมๆ อยู่ข้าง คือตอนนี้เวลาจะนอนต้องย้ายมาไว้ที่เกาอี้ เวลาจะนั่งต้องย้ายไปไว้ที่เตียง ไม่ได้จัดเก็บให้เป็นที่สักที
กองผ้า ที่ซักแล้ว ตากแล้ว แต่ยังไม่ได้พับ เราเป็นคนขี้เกียจพับผ้ามาก แบบเก็บมาแล้วต้องใช้เวลาทำใจหลายวันกว่าจะพับ หรือไม่บางทีก็หยิบใช้ไปเรื่อยๆ จนเกือบหมดถึงจะพับ จนน้องเมทแซวว่า “คำว่า “พับผ่า” มันมาจากอย่างนี้นี่เอง” คือลำบากมากป่ะ พับผ้าเนี่ย เคยวางไว้ข้างๆเตียงแบบนี้ ถึงสี่วันกว่าจะพับ นั่นคือสถิตินานสุด กองนี้เพิ่งเก็บเมื่อวาน ฮ่าๆ
ส่วนหนึ่งของโต๊ะเขียนหนังสือ มีทั้งถุงขนมที่กินหมดแล้วตั้งแต่เมื่อวาน แก้วน้ำ ทิชชู่ สมุดจด นาฬิกา แต่จะเห็นว่าเหลือที่นิดเดียว เพราะเกินครึ่งใช้วางโน้ตบุ๊ค
แล้วโน้ตบุ๊คมีไว้ทำอะไร คำตอบ “ดูผู้ชาย” ฮ่าๆ ไม่หรอก ก็เล่นไรไปตามประสา อันนี้โน้ตบุ๊คใส่เสื้อใส่หมวกด้วยนะ ด้วยความที่เอาหมวกไปใช้แต่ขี้เกียจเก็บเข้าที่ เราเป็นผู้หญิงแบบไหนกันวะ รูปที่เห็นในคอม ไม่ต้องตกใจ ไม่ใช่หนังเอ็กซ์ มันคือคอนเสิร์ต
นอกจากนั้นโต๊ะก็ไม่มีที่จะวาง เวลาโบ๊ะหน้าทาครีม ก็ต้องเอากระจกมาวางบนคอมอีกทีหนึ่ง แล้วเวลาจะอ่านหนังสือก็ต้องเอามาวางเบียดๆ ไว้ (ถ่ายแบบนี้อาร์ตดีมั้ย ฮ่าๆ)
อันนี้อีกมุมหนึ่งของที่วางกองเสื้อเมื่อกี้ ข้างล่างตระก้าเป็นกองชีทของตั้งแต่เทอมที่แล้ว กระเป๋าที่ใช้ไปทำงานทุกวัน แก้วแตงโมปั่นที่ยังไม่เอาไปทิ้ง ผ้าลายสก๊อตคือเสื้อที่เพิ่งซื้อแต่ยังไม่ยอมสัก และไม่ยอมพับเก็บ สายเตารีด ซองโน้ตบุ๊คของเมท ในตระก้าเป็นเสื้อยืดที่เยอะมากๆ ยัดในตู้ไม่พอแล้ว ไม้แขวนไม่พอ บนเสื้อมีซองจอลลี่ แบร์อีกทีหนึ่ง เฮ่อ ชะนีไทยระดับโลก
กองหนังสือบนหัวที่เคยหายไปรอบนึงแล้ว เพราะทำห้าส. ก็เลยเก็บไป พอไปงานหนังสือก็ได้มากอีก กระป๋องสีเขียวคือคุ้กกี้เอสแอนด์พี หมดแล้ว แต่ยังทิ้งซองไว้ข้างใน บนสุดคือโคมไฟหมีพูห์ ที่ฝ้ายคำซื้อให้ตอนวันเกิด
อ่านบนโต๊ะมันเมื่อยหลัง ก็เลื้อยมากอ่านบนเตียงต่อ ดูจากหน้าตุ๊กตาสองตัว มันบอกว่า "โอยยย เตียงรกไม่ไหวแล้ว เบียดจนกูจะแบนเป็นแผ่นยางพาราอยู่แล้ว" หมีสีน้ำตาลชื่อ “หัวกลม” หมาสีขาว ชื่อ “น้องบอส”
หัวกลมตะกุยขึ้นมาหายใจ สังเกตว่าบอสนอนตายอยู่ข้างหลัง
วันต่อมาบอสฟื้น บอกว่า “ขอขึ้นมาหายใจบ้าง อะไรบ้าง”
หัวกลมโชว์นาฬิกาใหม่ ของแม่ อิสเซ่ มิยาเกะ ร้อยบาท ข้างทาง
จบด้วยรูปพ่อหัวกลม และพ่อของบอส และคุณอาๆ(รูปผู้ชายต้องใหญ่เป็นพิเศษ) ฮ่าๆๆ ก็บอกแล้วววว..มันไร้สาระแต่ก็ขอบคุณที่อ่านจนจบ ฮ่าๆ 2009/4/28 I Hate Nothing @ all -- VOL.4ต่อจากฉบับที่แล้ว... หลังจากที่ได้ปรู๊ฟ ได้ถ่ายเอกสาร ส่งแฟกซ์ เป็นแมสเซนเจอร์ อีกงานหนึ่งที่เราได้ทำคือออกไปสัมภาษณ์ เราแบ่งงานสัมภาษณ์เป็นสองแบบคือสัมภาษณ์เทพ กับสัมภาษณ์มนุษย์ ฮ่าๆ ทำไมกูแบ่งแบบนี้วะ เอาใหม่ แบ่งเป็นสองคือ สัมภาษณ์คนที่เป็นที่รู้จัก ซึ่งจะมีดารา นักแสดง นักร้อง พิธีกร นักเขียน และนักอื่นๆ กับอีกอันคือสัมภาษณ์คนที่เป็นโนบอดี้ๆๆ บัท ยู (จ๊ากก ไม่ใช่ นั่นมันวอนเดอร์ เกิร์ล) ก็คนที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักของสาธารณะชนแบบเราๆ ท่านๆนี่แหละ งานสัมภาษณ์แรกของเราคือสัมภาษณ์วอนเดอร์ เกิร์ล (เฮ่อ...เล่นไม่เลิกกรู) ก็สัมภาษณ์คนทั่วไป (กรี๊ดดดด ตอนแรกเราพิมพ์ว่าคนธรรมดาแล้วเวิดมันเป็นเป็นคำว่าคนทั่วไปให้ด้วย กรี๊ดด เทคโนโลยี) เราได้สัมภาษณ์คนอื่นลงคอลัมน์ “บอกรักผ่านฮัก” เป็นคอลัมน์ที่ให้คนทั่วไปบอกรักกับใครก็ได้ที่เขารักผ่านนิตยสารฮัก น่ารักซะไม่มี แต่ตอนทำร้อนมากกกก ไปเดินดุ่มแถวสยามกันสามคน นำทีมโดยพี่บ. สัมภาษณ์โดย มีน ถ่ายภาพโดย น้องแวว กฎในการเลือกคนมาสัมภาษณ์ ๑.หน้าตาดี(ใช้ได้หน่อย) สวย หล่อ ก็ดีเลย (ซึ่งเราแอบเกี่ยงข้อนี้) แต่ก็เข้าใจ เวลาคนอ่านเขาอ่านก็คงอยากมองคนหน้าตาดีๆ แต่แบบทำไมวะ แอบเกี่ยงในใจ แต่กูมาทำนิตยสารแบบกระแสหลักไง ๒.ไม่เด็กไปไม่แก่ไป (เกี่ยงอีกละ ทำไมฟระ คนพรรษาไหนก็มีความรักทั้งนั้นแหละ) ๓.แต่งตัวดีนิดนึง ดีในที่นี้คือดูมีสไตล์ ไม่ใช่เฉิ่มๆ (จะเกี่ยงอีกมะ จริงๆ เราว่าก็ไม่ควรจะแคร์มาก เพราะกว่าจะหาได้ นาน กูร้อนไง) ก็เดินหาบุคคลตามเงื่อนไง วันนึงก็ได้เกือบสิบคน ทำสต๊อกเอาไว้ เพราะต้องลงทุกเดือน จริงๆ งานแบบไปกวนคนอื่นแบบนี้เราไม่ถนัดอย่างแรง กวนคนอื่นยังไง คือส่วนตัวเราเป็นคนรักไพเวซี่มาก แบบกูเดินคนเดียว หรือกับเพื่อน (แฟนไม่มี ฮา) ก็อยากเดินแบบสบายๆ อยู่ใครมาบอกให้เราทำไรแบบนี้ จะไม่ชอบเลย แต่สิ่งที่เราชอบในการทำคอลัมน์นี้คือ พี่บ. พี่บ.สอนอะไรเราหลายอย่างมาก และพี่บ.จะเป็นคนที่เข้าใจอะไรเราหลายอย่าง เนื่องจากพี่บ. อายุอานามไล่เลี่ยกับเรา เคยฝึกงานมา ก็จะเข้าใจอารมณ์ฝึกงาน พี่บ.สอนวัฒนธรรมองค์กรให้เรา บอกเราว่าเวลาคนทำอย่างนี้มาเราควรจะทำตัวอย่างไรตอบ แล้วพี่บ.ก็กลายเป็นพี่อีกคนที่ออฟฟิศที่เราสนิท ใครอยากเห็นชื่อเราในนิตยสาร โปรดซื้อนิตยสารฮักเดือนนี้ หน้าปกโบวี่ พักใจ..กับสายน้ำ ได้ที่เซเว่น อีเลเว่นทุกสาขาได้แล้ววันนี้ หน้าบอกรักผ่านฮัก ชื่อกูไปอยู่ตรงคนถ่ายรูป ทั้งๆที่กูเป็นคนสัมภาษณ์ เฮ่อ... งานอีกงานที่เราชอบมากคือ การไปงานเปิดตัวหนังสือ ซึ่งมีมาเรื่อยๆ เราไม่เคยรู้เลยว่า มันมีหนังสือออกใหม่บ่อยขนาดนี้ แบบอ่านกันไม่ทัน เมื่อก่อนเรารู้สึกว่าคนเขียนหนังสือนี่น่าสงสารนะ กว่าจะเขียนออกมาเล่มนึง คนอ่านอ่านแป๊บเดียวจบ ตอนนี้กูเริ่มสงสารตัวเอง เจ๊ออกกันมาเยอะเหลือเกิน กูอ่านไม่ทัน งานเปิดตัวแรกที่เราได้ไปคือ หนังสือ “นิทานสีขาว” ของดร.อาจองค์ ชุมสาย ณ อยุธยา เราแอบตื่นเต้น งานนี้ไปกับพี่ย. พี่ย.มีบุคลิกคล้ายเราหลายอย่าง คือไม่ได้รักสวยรักงามอะไรมาก ลุยๆ ใส่ยีนส์ รองเท้าผ้าใบ ชอบหนังสือแนวๆ เดียวกัน มีอุดมการณ์ในการทำงานคล้ายกัน แต่ที่เราอาจไม่สนิทกับพี่ย.มากเท่าพี่คนอื่น เพราะพี่ย.เป็นคนแอบเงียบ จะนั่งทำงานเงียบๆ ไม่ค่อยได้ชวนเราคุย ไม่ค่อยได้มาคอยสอนโน่นสั่งนี้เรา ซึ่งเราว่าถ้าเราทำงาน เราก็คงเป็นแบบนั้น บางที่การทำงานเงียบๆ ไม่ต้องไปยุ่งกับใครมากก็ไม่มีปัญหาดี สบายใจ หลังจากนั้น เราก็ได้ไปงานเปิดตัวอีกหลายที่ จำไม่ค่อยได้ เท่าที่จำได้ก็มีงานเปิดตัวหนังสือของ คุณปองพล อดิเรกศาล จำชื่อหนังสือไม่ได้ แล้วก็ของเครือสิงห์ เกี่ยวกับการป้องกันตัวเองจากภัยรอบตัว ประมาณนี้ แล้วก็งานของมติชน เกี่ยวกับค่ายนักเขียน งานของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ชื่อหนังสือ “แผนที่ชีวิต เข็มทิศหัวใจ” ไม่ใช่ของคุณนาตยานะ เป็นของท่านว.วชิรเมธี แล้วก็อีกหลายงานอ่ะ แต่จำไม่ได้ เฮ่อ เครียด (ทำไมไม่เก็บหมายไว้ฟระ) เวลามีจดหมายเชิญสื่อไปร่วมงาน เขาจะเรียกกันว่า “หมาย” ก็คือเป็นหนังสือเชิญสื่อว่ามีงานอะไรๆ ให้ไปร่วม มีใครมาบ้าง มีกิจกรรมอะไร ที่ไหน กี่โมง เวลาเราไปในฐานะสื่อก็จะได้รับการปรนนิบัติอย่างดีเยี่ยงราชา ที่สำคัญของกินเพียบ ฮ่าๆ ผลพลอยได้ที่งดงาม นอกจากงานเปิดตัวหนังสือ งานสื่อก็จะมี เชิญไปดูหนังรอบสื่อ เรายังไม่เคยไปดูสักรอบเพราะมันดึก แล้วก็ไกล แล้วก็มีพวกเปิดตัวรายการทีวีที่เราเพิ่งไปมาก็คือเปิดตัวรายการข่าวใหม่ของช่องเจ็ด “ชื่อประเด็นเด็ดเจ็ดสี” จัดที่โรงแรม หรูมาก ของว่างอร่อยมาก โดยเฉพาะฮะเก๋า แล้วก็มีงานแฟชั่นโชว์ “หมา” แบบตอนไป รู้สึกว่ากูมาทำไรฟระ นั่งดูเซเลบลากหมามาโชว์ แบบบางงานมันก็ไร้สาระอ่ะนะ งานนี้ประมาณว่า หินบำบัดสำหรับหมา กูอยากจะบ้า แล้วงานนึงที่ชอบมากคืองานซิสเล่อ เป็นงานเกี่ยวกับ ซิสเล่อร์ร่วมมือกับโรงแรมแกรนด์มาริออต เปิดตัวรีสอร์ตใหม่อะไรประมาณนี้ คือถ้าไปงานพวกนี้ที่ไม่ใช่เปิดตัวหนังสือ เราจะไม่คนสนใจเนื้อหา งานนี้ไปกินเลยอ่ะ แบบได้กินของซิสเล่อร์ฟรีๆ แบบบางเมนูไปซิลเล่อร์ไม่เคยสั่ง เพราะมันแพง งานนี้ล่อไปหลายเลย ฮ่าๆ ก็กินไปดูดารา คนดังไป สนุกดี แถมยังได้ทำบัตรสมาชิกฟรี และได้กิฟต์ โวเชอร์กินซิสเล่อร์ห้าร้อยบาทฟรีๆ กรี๊ดสุดๆ งานนี้ แถมยังได้ลองนวดสปาฟรี หูว งานนี้จำจนวันตาย ฮ่าๆ หลังจากเจองานแฟชั่นโชว์หมา และหลายอันที่ไร้สาระ เราเริ่มเลือกงานโดยไม่ให้พี่ๆ รู้ทัน แต่พี่บ.จะรู้ทันเราตลอด เพราะเขาเป็นคนเสนอหมายให้เราเยอะ พี่บ.จะแบบช่วยเราเยอะมาก(และก็รวมถึงเด็กฝึกงานคนอื่นๆด้วย) เขาอยากให้เราได้เรียนรู้อะไรเยอะๆ อยากให้เราได้เปิดหูเปิดตา เพราะบางทีอยู่ในออฟฟิศเราแบบไม่มีอะไรทำนั่งแคะเล็บ ตากแอร์ หรือไม่ก็ถ่ายเอกสาร ส่งแฟกซ์แหละ ถ้าไม่ใช่ช่วงปิดต้นฉบับ งานปรู๊ฟก็จะน้อย (หลังจากเจองานปรู๊ฟอันหนักหน่วง เราอ่านหนังสือช้าลงห้าเท่า มันติดจริงๆนะ แล้วแบบเจอคำผิดในหนังสือบ่อยขึ้นมากๆ ที่พูดนี่ไมได้ดีนะ หงุดหงิด อ่านช้า) เราเคยไม่ได้ไปหมายนึงที่พี่เขาให้มา เป็นหมายไปข้าวสาร จริงๆ ก็มีงานแกรมมี่ งานอาร์เอส หลายงานที่เราไม่ไป แต่บางทีเวลามีหมายมาเยอะๆ เราก็ต้องไปสักอัน แบ่งๆ กันไป ส่วนงานนี้ป็นงานเปิดงานสงกรานต์ ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากไป แต่ตอนบ่ายเรามีงานไปเปิดตัวรายการข่าวอ่ะ แล้วหมายนี้เป็นมันเริ่มบ่ายสามซึ่งมันไปไม่ทัน แต่เราไม่กล้าขัด ทั้งๆที่เรารับหมายตอนบ่ายโมงก่อน แต่เราก็ตัดสินใจเลือกหมายบ่ายโมง ตอนไปบอกพี่อีกคนทีให้หมายบ่ายสาม ก็ดูเขาไม่ค่อยพอใจ แต่เขาบอกไม่เป็นไร หลังจากนั้น เขาก็ให้หมายนักศึกษาฝึกงานคนอื่น (เฮ่อ...รู้สึกไม่ดีมากเลย) โวลลุ่มหน้าเราแปะเรื่องนักศึกษาฝึกงานที่มาหลังเรากะแววอีกสองคน กับเรื่องปฐมนิเทศ ชีวิตฝึกงานมีเรื่องสนุกๆ อีกเยอะ 2009/4/18 I Hate Nothing @ all -- VOL.3หลังจากที่แนะนำออฟฟิศกันไปพอหอมปากหอมคอ (แต่จริงๆ ก็ละเอียดอยู่นะ) พอจะกลับมาอัพบล็อกก็ลืมไปเลยว่าจะต้องเล่าอะไรบ้าง เสียใจที่ไม่เคยจดเอาไว้ ผ่านไปสามอาทิตย์เราก็เพิ่งจะมาเขียนของวันที่สอง เล่าพอที่จะจำได้แล้วกัน เฮ่อ... อนาถจิต พอวันที่สองเราก็ยังสนุกกับการตื่นเช้าไปทำงาน อย่างที่เคยบอก(รึป่าว)ว่าต้องเข้างานแปดโมงครึ่ง แต่เราไปเลทตลอด เราจะไปถึงออฟฟิศระหว่างแปดโมงครึ่งถึงเก้าโมงตลอด คือไม่เคยไปก่อนแปดโมงครึ่ง แต่ก็ไม่เลทไปกว่าเก้าโมง จริงๆ แล้วแม้แต่นักศึกษาฝึกงานก็ต้องมีบัตรพนักงานไปรูดปื้ดๆ เหมือนบัตรเครดิต คือถ้ารูดเลทเครดิตก็จะลด ถ้าเป็นพนักงานก็จะโดนไล่ออก ถ้าเป็นนักศึกษาฝึกงานก็จะโดนรีพอร์ตไปยังมหาวิทยาลัย (แล้วกรูแคร์มั้ย—ไม่) หลังจากที่ปกติไม่เคยกินข้าวเช้า วันแรกที่ไปทำงานก็ไม่ได้กิน พี่จ.กับพี่ก.เลยด่าเละ มันไม่ดีต่อร่างกายอย่างนั้นอย่างนี้ วันนี้เราเลยอาศัยแซนด์วิชฟาร์มเฮาส์ที่ขายหน้าตึกกับน้ำเปล่าหนึ่งขวดประทังชีวิต(หลังจากที่มองดีแล้วว่ามันคือแซนด์วิชแฮมชีส แต่โดนหลอก มันคือเนยกับแฮม กูจะไม่ซื้ออีกต่อไป) พอไปถึงออฟฟิศก็ไล่สวัสดีพี่ๆ จากวันแรกและวันนี้เราได้เรียนรู้ว่าออฟฟิศนี้มีกฎธรรมชาติอย่างหนึ่งคือซีเนียรีตี้ คนที่อายุน้อยกว่าจะไล่สวัสดีพี่คนอายุเยอะกว่า จนมากเกินปกติที่เราเคยเห็นที่อื่น คือมึงต้องไหว้ทุกคน ถ้าไม่ไหว้สักคนเดี๋ยวเขาจะมองเราไม่ดี(รึป่าว) แต่จนปัจจุบันเราก็ยังไม่ไหว้หมด ถ้าเราเห็นว่าคนไหนยุ่ง ติดสาย หรือมีกิจกรรมที่รับไหว้เราไม่ได้ เราก็จะไม่ให้เขามาลำบากเพย์ แอทเทนชั่นที่เรา หลังจากไหว้เสร็จก็กลับสู่งานเก่า คือ ปรู๊ฟ เป็นการปรู๊ฟที่ยาวนานเหลือเกิน ใครที่อ่านหนังสือที่ตัวเองไม่ชอบจะรู้สึกได้ดี(เหมือนอ่านหนังสือเรียน) แต่มันจำเป็นต้องอ่าน มันจะรู้สึกทรมานมาก อันนี้ก็เหมือนกัน อ่านไม่รู้เรื่องเลยอ่ะ รู้แต่ว่าเป็นนิยายบู๊เกี่ยวกับทหารเรือ แอบเหน็บรัฐบาล(เก่า)เล็กๆ ให้แสบๆ คันๆ เล่น เราปวดหัวกับสำนวนที่ไม่คุ้นเคยอย่างแรง แล้วก็ยังมีเสียงปืน เสียงระเบิด บรึ้มๆ ปังๆ แทรกเป็นระยะ พาลนึกว่าตัวเองอยู่ในสนามรบ เงยหน้ามาอีกที อ่าวกูอยู่สีลมนี่หว่า สักพักก็มีนักศึกษาฝึกงานอีกคนมาต่อจากเรา ชื่อน้องแวว อยู่อักษรฯ จุฬาฯ เหมือนกัน (แต่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนนะ)อยู่ปีสอง เอกอิ้ง เอาเป็นว่าดูจะคุยกันได้อยู่ อย่างน้อยก็อยู่ที่เดียวกัน แม่น้องทำงานอยู่ที่ซีพีน้องก็เลยได้มาฝึกที่นี่ ก็ชวนแววมานั่งปรู๊ฟด้วยกัน ปรากฏว่าบ่นปวดกบาลพอกัน เฮ่อ ค่อยยังชั่ว ไม่ได้เป็นคนเดียว หลังจากนั้นก็พักเที่ยงกินข้าว กลุ่มพี่ๆ ที่เราไปกินข้าวด้วยก็จะมีพี่ก. พี่จ. พี่บ. พี่ธรรณธร พี่ด. พี่ย. พี่น้ำแข็ง อันนี้คือที่ไปกันประจำ แต่บางทีก็มีเข้าๆ ออกๆกันแล้วแต่วาระ ช่วงพักเที่ยงจะเป็นอะไรที่สนุกมาก ก็จะมีเม้าโน่นเม้านี่กัน ตั้งแต่บอส จนถึงแฟน สนุกดี พี่ก.ก็จะสอนโน่นสอนนี่เรา บอกว่าตรงไหนเป็นอะไร ตรงไหนซอยคอนแวนต์ ตรงไหนสีลมคอมเพล็กซ์ ตรงไหนละลายทรัพย์ ตรงไหนตึกยูไนเต็ด บลาๆๆ แต่ละวันเราจะได้ไปกินข้าวไม่ซ้ำที่กัน แถมพี่คนโน้นเลี้ยงที่ พี่คนนี้เลี้ยงที โอ้ย กินฟรีไปหลายมื้อ ส่วนน้องแววไปกินข้าวกับแม่ เลยทำให้ยังไม่สนิทกับน้องเท่าที่ควร หลังจากพูดคุยโน่นนี่กับน้องแววไปได้สักพักก็เริ่มรู้สึกถึงความเป็นพวกเดียวกัน คือเห้ยมันชอบเกาหลีเหมือนกันเลยเว่ย(จริงๆ เราก็ไม่ได้ชอบเกาหลีหรอก ชอบบิ๊กแบงอย่างเดียว) คุยไปคุยมา แง่ว มันชอบดงบัง เริ่มรู้สึกว่า กูจะตบกับมันมั้ยวะ คือถ้าใครรู้จักวงการเพลงเกาหลีอยู่บ้างก็จะรู้ว่าแฟนคลับดงบัง กับแฟนคลับบิ๊กแบงไม่ค่อยถูกกัน แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไปหรอก แม้ดงบังจะสีแดง แต่บิ๊กแบงไม่มีสี ดังนั้น สมานฉันท์ แล้วหลังจากนั้นมา เราก็จะแชร์ความบ้าผู้ชายกันสุดริด สนุกดี แม้น้องเขาจะคนละแนวกับเรา คือชีจะเรียบร้อย ไฮโซ นิ่งๆ ตามแบบแคสอ่ะนะ(แฟนคลับดงบัง) ส่วนกูบ้าระห่ำ ไม่สวย ไม่งาม ไม่นิ่ง ไม่ไฮโซ ติดดินสุดตรีนตามแบบวีไอพี(แฟนบิ๊กแบง) หลังจากเราได้ทำงานปรู๊ฟนิยาย ก็ได้เลื่อนไปเป็นปรู๊ฟคอลัมน์ในนิตยสาร ซึ่งสนุกกว่ามาก ดีใจเหมือนหลุดพ้นอะไรสักอย่าง ๕๕ แต่จริงๆ เราก็ปรู๊ฟนิยายกันจนเสร็จ เวลาได้ข่าวว่ามันมีภาคต่อมา เราก็จะหลบตากันสุดริด ก็จะมองหน้ากับไอแวว แล้วก็ทำเสียงบรึ้มๆ แบบระเบิดลงใส่กัน เป็นอันว่าเข้าใจกันว่า งานเข้า หลังจากได้ปรู๊ฟแล้ว ก็ได้ทำหน้าที่เด็กฝึกงานเต็มตัว ใครฝึกงานแล้วไม่ได้ทำงานนี้ถือว่าเชยมาก นั่นคือถ่ายเอกสาร ฮ่าๆ แต่มันก็สนุกดีนะ เราเคยแต่ไปที่ร้านที่คณะใช่ป่ะ ให้เขาถ่ายให้ อันนี้ได้ถ่ายเอง สนุกดี แล้วที่ขาดไม่ได้ ส่งแฟกซ์ สนุกอีกแล้ว เราโรคจิตชอบเล่นกับเครื่องจักรกล เทคโนโลยี รู้สึกว่าถ้าไม่เรียนรู้ก็ทำไม่เป็นไปตลอดชาติ การทำได้มันเหมือนเราเอาชนะมันได้ และการทำพังก็เหมือนเรา ซวย ไง ก็ทำเนียนไป อย่าให้ใครรู้ว่าเราทำ รู้อีกที่พี่เขาก็เรียกช่างมาซ่อมเองแหละ แล้วก็ใช้ได้ใหม่ รอให้เราทำพังใหม่ สนุกจะตาย (แต่ไม่เคยนะ พูดไปงั้นแหละ) บางวันก็จะถูกใช้ไปซื้อน้ำ ซื้อขนม มันไม่ใช่เรื่องยาก แรกๆ นี่ไฟแรงมากเลยนะ ได้ค่ะพี่ ได้ค่ะ จัดให้ค่ะ หลังๆ จะโดนให้เดินข้ามตึกบ่อยๆ เพราะตึกซีพีจะมีอยู่สามสี่ตึกในย่านสีลม เราก็จะแบบเริ่มอืด ที่ไหนนะคะ ชั้นไหน ให้ใครนะ เริ่มเกี่ยง และขบถในน้ำเสียง ๕๕ เลวมาก หลังสงกรานต์จะกลับไปเป็นคนดีเหมือนเดิม หลังจากได้บัตรพนักงาน เซ็ง ตื่นเช้าแล้วก็ยังไปสาย แต่โชคดีรูดทันทุกวันเลย(บางวัน คิด ทันได้ไงวะ) แต่เรารูดออกก่อนหกโมงบ่อย ไว้คราวหน้าจะมาเล่าว่าเรารูดออกก่อนไปไหนหนักหนา นอกจากมาทำงานหนังสือแบบนี้ เราได้เรียนรู้ถึงการทำงานสื่อด้วย มันสนุกมากเลย ไว้โวลลุ่มหน้ามาเล่าใหม่...
2009/4/13 I Hate Nothing @ all -- VOL.2ต่อจากคราวที่แล้ว... ในระหว่างที่กำลังขึ้นลิฟต์เพื่อไปยังชั้น ๒๔ ซึ่งเป็นออฟฟิศของออล แมกกาซีน พี่เอชอาร์ก็บอกว่าจะไม่ไปส่งเราเพราะเราทำฝ่ายนี้คนเดียว (ประมาณว่าเปลืองแรงแรงฮี) แล้วบอกให้ไปหาพี่ก. (ขอใช้ตัวย่อเพราะเราไม่ได้ขออนุญาตเขา) เราเดินไปยังออฟฟิศ เห็นแล้วแหละว่าออฟฟิศอยู่ตรงไหน แต่ก็ไม่กล้าเข้าไป พอดีเจอพี่คนหนึ่งซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าใคร เราก็บอกว่ามาหาพี่ก. (อ้อ ลืมเล่าไป คือตอนเราโทรมาขอฝึกงาน พี่ก.นี่แหละที่ช่วยให้เราให้เข้าฝึกงานที่นี่ ทั้งๆที่คนฝึกงานก็เยอะเต็มล้นออฟฟิศแล้ว เราเพิ่งมาเข้าใจตอนนี้แหละ ว่ามันล้นยังไง) เราก็ถามพี่คนที่เราเจอไม่แน่ใจว่ายามประจำชั้นรึป่าว บอกว่า “มาหาพี่ก.ค่ะ” แล้วพี่ก.ก็บังเอิญเดินมาข้างหลังเราพอดี เราก็เลยได้เจอพี่ก. พี่ก.ดูเป็นคนใจดีมาก ตั้งแต่น้ำเสียงตอนคุยกับเราตอนแรกแล้ว เราบอกว่ามาฝึกงาน เขาก็พาเราเข้าไปในออฟฟิศไปแนะนำกับพี่จ. ซึ่งทำฝ่ายเดียวกับพี่ก. เป็นฝ่ายอาศรมสยาม ของซีพี ออล ทำเกี่ยวกับภาษาจีน ประมาณจดหมายข่าวถึงสมาชิก จดอบรมเสวนา และดูจะเป็นเลขาของออฟฟิศนี้ไปโดยปริยาย พี่ก.เป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ แต่พี่เขาก็ยังไม่แก่นะ ก็ยังสาวๆ อยู่ พี่ก.กับพี่จ. ทำทั้งงานบัญชี พัสดุ ใครจะลา จะเบิก จะขอให้อะไรก็ลงที่พี่สองคนนี้ น่าสงสารอยู่มิใช่น้อย เจ๊สองคนนี้ก็จะดูมีอะไรทำทั้งวัน โดยเฉพาะรับโทรศัพท์ มาตอนแรกก็ไม่ได้ทำอะไร นั่งเฉยๆ อ่านนิตยสารไป พี่จ.ก็ชวนคุย ก็ได้รู้ว่าเรียนที่ไหน มาจากไหน อะไรยังไง วันที่เราไปเป็นวันจันทร์ กองบก. และฝ่ายแอดฯ(ซึ่งจะเล่าในตอนหลังว่าเป็นงานอะไร) กำลังเข้าประชุม ออฟฟิศเลยเงียบมาก มีแค่พี่ก. กับพี่จ. และพี่ฝ่ายอาร์ต อีกสองคนในห้องซึ่งแยกออกไป งานแรกที่เราได้ทำคือปรู๊ฟ (การตรวจคำผิดในบทความ) ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นงานที่เราไม่ถนัด เราไม่ได้เรียนเอกไทย พอจะดูว่าพิมพ์ผิดอะไรได้บ้าง แต่หลายๆ คำที่มันผิดกันบ่อยๆ เราก็จนปัญญา แต่ก็ถือว่าเป็นฤกษ์ดีที่ได้ประเดิมงานตั้งแต่วันแรกที่มา เรานั่งปรู๊ฟกับพี่จ. ได้คุยถามโน่นถามนี่กัน พี่จ. เลยเป็นพี่คนแรกที่เราสนิท พี่จ.เป็นคนน่ารัก เป็นคนละเอียด ระเบียบ รอบคอบ เป็นคนทำงานได้เป๊ะมาก ไม่มียืดหยุ่น ๕๕ ซึ่งเราถือว่าเป็นคุณลักษณะที่ดีของพนักงานบริษัท ที่เจ้านายทั้งหลายพึงมีไว้นะ พี่จ.จะดุเราตลอดเวลาเราทำอะไรไม่เรียบร้อย เราเป็นคนไม่รอบคอบอยู่แล้ว เราเลยโดยพี่จ.ดุบ่อยมาก แรกๆ เราก็แอบน้อยใจ รู้สึกว่าแม่ง ทำไมกูทำอะไรก็ผิดไปหมด แต่หลังๆ เราก็เริ่มเข้าใจ ว่าเขาจะสอนเราให้เป็นคนมีวินัย ซึ่งต่อไปภายภาคหน้าถ้าเราต้องทำงานจริงๆ เราก็คงต้องมีวินัยหลายๆ อย่างมากกว่านี้ คนต่อไปที่เราเจอเป็นนักศึกษาฝึกงานเช่นกัน เราจะเรียกเขาว่าพี่อ. พี่อ.เป็นผู้ชายแก่กว่าเรา ๑ ปี (ลืมบอกพี่ก.กับพี่จ.เป็นผู้หญิง) พี่อ.มาจากม.หอการค้า มาฝึกงานก่อนเราสองอาทิตย์ ดูสนิทสนมกับพี่ก. และพี่จ.มาก จนเรานึกว่าทำมาเป็นเดือน พี่อ. เข้ามาทำเป็นตากล้อง มาฝึกเพื่อจบปีสี่ พี่อ.จะไปออกงานกับสายบันเทิง จะได้ไปถ่ายดารา นางแบบ นายแบบ ซึ่งดูจะเป็นงานที่เขาสนุก และถนัด เราก็ไม่ได้คุยกับเขามาก ไม่รู้จะอะไร หลังจากนั้นเราจำไม่ได้ว่าเราเจอใครก่อนใครหลัง แต่หลังจากที่เขาประชุมประจำอาทิตย์กันเสร็จ พี่ๆ ก็ออกกันมานั่งประจำโต๊ะเต็มออฟฟิศไปหมด แล้วจากบรรยากาศที่เราบอกว่าเงียบมาก มันก็เอะอะมะเทิ่งจนเราตกใจ ดูแล้วบรรยากาศในออฟฟิศจะเป็นแบบเฮฮาปาร์ตี้ มากกว่าที่เราคิดไว้ ตอนแรกเราคิดว่าการทำงานในบริษัทต้องเงียบ ขยัน เคร่ง ขรึม ปฏิบัติตามระเบียบบริษัททุกกระเบียด แต่เดี๋ยวเราจะค่อยๆ เล่าว่าออฟฟิศเราจะเป็นอย่างไร ออฟฟิศเรามีทั้งหมดหลักๆ สี่ฝ่าย ฝ่ายแรกคือ “ออล แมกกาซีน” ก็ทำนิตยสารออล ที่ขายที่เซเว่น (ว่าแล้วก็อย่าลืมอุดหนุน เล่มละ ๒๕ บาทเท่านั้น โคตรถูก ปกก็สวยนะจะบอกให้) ซึ่งมีบก.คือพี่ศ.๑รึป่าวไม่แน่ใจ (ได้ข่าวกูมาทำออล ) มีฝ่ายบันเทิงคือพี่ศ.๒ มีฝ่ายวรรณกรรมคือพี่กุ๊กๆ (ซึ่งเราอยากทำฝ่ายนี้) แล้วก็มีพี่ม.หรือทำคอลัมน์จิปาฐะ แล้วก็มีพี่ป.ซึ่งเป็นอาร์ตของออล ฝ่ายที่สองคือฝ่าย “ฮัก แมกกาซีน” มีพี่ต.เป็นบก พี่บ.เป็นผู้ช่วยบก. พี่ด.เป็นคนเขียนคอลัมน์หลักๆในเล่ม และมีพี่ย. ซึ่งทำทั้งฮัก และออล และมีพี่ธรรณธรเป็นอาร์ตของฮัก ฝ่ายที่สามคือ “ฝ่ายแอดฯ” หรือจะเรียกว่าเออีก็ได้ ฝ่ายแอดฯ ก็ทำหน้าที่หาแอดฯ แอดฯก็คือโฆษณา เวลาเราอ่านนิตยสารเราจะเห็นว่ามีโฆษณาแทรกเสมอ ซึ่งคนอ่านอย่างเราจะรำคาญเพราะบดบังเนื้อที่เนื้อหาหมด แต่พอมาฝึกงานเลยรู้ว่าแอดฯมันสำคัญเพียงไหน ฝ่ายแอดมีคนมากสุดถึง๕ คน มีพี่น้ำแข็ง พี่นอร์ท พี่ฝ้าย และพี่นัน มีพี่บาร์บี้เป็นหัวหน้าฝ่ายแอดฯ แล้วก็มีพี่อีกสองสามคนซึ่งเราไม่แน่ใจว่าทำอะไร ขอโทษนะคะ แล้วก็จะมีพี่อีกสองคนที่เป็นฝ่ายกลาง จะเรียกว่าฝ่ายบันเทิงก็ได้ คือพี่นก กับพี่เตย พี่นกเป็นสไตลิสต์ให้ทั้งออล และฮัก พี่เตยเป็นตากล้อง ทำคู่กับพี่เอก ฝ่ายสุดท้ายก็คือฝ่ายอาศรมที่มีพี่ก. กะพี่จ.ที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนแรกแล้ว และทุกคนในนี้มีหัวหน้าใหญ่คือคุณปส. อีกทีหนึ่ง ทุกอย่างต้องผ่านการอนุมัติจากคุณคนนี้ คนที่อ่านผ่านมาอาจจะนึกว่าทำไมต้องแนะนำคนโน้นคนนี้เยอะแยะมากมาย ไม่ได้อยากจะรู้ อาจจะแค่อยากจะรู้ว่าเราได้ทำอะไรบ้าง (ซึ่งคนที่ทนไม่ไหวก็คงไม่อ่านมาถึงบรรทัดนี้) การที่เราต้องอธิบายฝ่ายต่างๆ แนะนำคนเพราะทุกคนมีอิทธิพลต่อชีวิตเราตอนฝึกงาน เราหลีกเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงพวกเขาไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจะเล่าแล้วไม่เข้าใจ แล้วหน้ากระดาษก็หมดไปกับการแนะนำออฟฟิศ แล้ววันแรกของการทำงานของเราก็หมดไปกับการปรู๊ฟนิยายบู๊สะบั้นหั่นแหลก ปวดกะโหลกเป็นที่ยิ่ง แล้วก็หมดไปกับการทำความรู้จักคนโน้นคนนี้ ต่อไปเจอกันโวลลุ่มหน้า เหนื่อยแล้ว... 2009/4/8 I Hate Nothing @ all -- VOL.1 ควรเขียนบล็อกนี้ตั้งแต่เมื่อ ๓ อาทิตย์ที่แล้ว
ปกติแล้วนิสิตนักศึกษาฝึกงานที่จำเป็นต้องเอาเกรด หรือผ่าน หรืออะไรก็ตามที่ทางมหาวิทยาลัยต้องการจากการฝึกงาน จำเป็นต้องทำบันทึกประจำวัน เพื่อส่งอาจารย์ด้วย ประมาณว่าวันๆ ทำอะไรบ้าง
เราคิดว่าแม้ว่าเราไม่จำเป็นต้องบันทึก แต่ถ้าทำได้มันก็ดีนะ เหมือนเป็นการบันทึกประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นเวลาสองเดือนที่แตกต่างจากชีวิตปกติธรรมดาของเรา
เด็กฝึกงานทุกคนก็คงเจอเรื่องราวคล้ายๆ กัน แต่แน่นอนว่าคงไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ยิ่งคนที่ฝึกงานคนละที่ คนละสาขากันก็คงเจองานเฉพาะอย่างแตกต่างกันไป เรื่องของเรื่องก็คือจริงๆ เราอยากจะเล่าตั้งแต่วันแรกจนวันศุกร์ที่แล้วว่าเราได้ทำอะไรไปบ้าง แต่ละวันๆ แต่นั่นแหละ มันลืมไง เราจะลองทวนๆ ความจำ แล้วก็เล่าให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
วันแรกของการทำงาน วันนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดเรา แต่เราลืมเรื่องนั้นไปสนิท เรามัวแต่ตื่นเต้นกับการจะไปทำงานวันแรก เราตื่นเต้นที่จะได้เจอพี่ๆ ที่ทำงาน ตื่นเต้นไม่รู้ว่าจะได้ต้องเจอกับงานอะไรบ้าง คนที่นั่นเขาจะดีกับเราไหม เราจะได้ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้างรึป่าว เราจะทนไหวมั้ยกับการเข้างานแปดโมงครึ่งเลิกหกโมงเย็น หลายสิ่งหลายอย่างประดังประเดเข้ามาในความคิด มารู้ตัวอีกทีก็ยืนอยู่บนสถานีรถไฟฟ้าแล้ว ทุกวันนี้เราไปทำงานโดยรถไฟฟ้า ทั้งที่จริงแล้วนั่งรถเมล์ไปสามสี่ป้ายก็ถึง แต่รถเมล์สายที่เราจะไปมันมาช้ามาก แล้วก็น้อยมาก แถมตอนเช้าสีลมรถติดมาก แล้วตอนเย็นก็ติดมากเหมือนกัน ตกลงไปกลับรถไฟฟ้านี่ล่ะวะ ฝึกงานเงินก็ไม่ได้แถมต้องจ่ายค่ารถอีก แง่ง แต่ช่างเหอะ ยังไงก็แลกกลับอะไรที่จะได้กลับมาก็คิดว่าคุ้มวะ นั่งรถไฟฟ้าจากสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ พอถึงสยามคนก็ขึ้นมาจนแน่นเอี๊ยด วันแรกก็ประเดิมกับรัชอาวร์เมืองไทยเลย ด้วยความที่ปกติบ้านนอกมาก อยู่หอไม่เคยได้นั่งรถเมล์ไปไหน ไปไกลสุดสามย่าน มาเจอแบบนี้ตกใจนิดนึงเหมือนกัน คนก็เบียดๆ กันเข้ามา แต่ไม่เป็นไรกูได้นั่งทุกวัน เพราะขึ้นสถานีต้นทาง ก๊ากๆ สะใจ พอไปถึงสีลม(สถานีศาลาแดง)ก็ต้องลง ความซวยบังเกิด ลงไม่ได้คนแน่นจัด ก็ต้องใช้วิทยายุทธแทรกตัวออกไป ผ่านจักกะแร๊ และบั้นท้ายของพนักงานออฟฟิศทั้งหลาย เบียดออกมาได้เหมือนเกิดใหม่ โอ้ว อากาศบริสุทธิ์ แค๊กๆๆๆ ไม่บริสุทธิ์นี่หว่า เดินลงมาข้างล่างรถติดชิบหาย เดินลงมาแล้วงง พี่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (ซึ่งต่อไปนี้เราจะเรียกว่าเอชอาร์) นัดเราที่ตึกชื่อ “สีบุญเรือง ๑” ตอนแปดโมงครึ่งเพื่อลงชื่อและรวมตัวกันไปปฐมนิเทศสำหรับการเข้าฝึกงาน เรามองนาฬิกา เวร แปดโมงครึ่งพอดี พอจะขึ้นตึกยามก็ไม่ให้ขึ้นบอกว่านักศึกษาฝึกงานเขาไปอีกตึกกันหมดแล้ว ก็เลย เอาก็เอา ไปอีกตึกเลย พอไปถึงอีกตึก งงกว่าเดิม มีตั้งสามสิบชั้น แล้วกูจะไปชั้นไหนดีวะ เลยสะกิดถามเด็กฝึกงานด้วยกัน เขาบอกเขาทำฝ่ายบัญชีต้องไปชั้น ๒๑ ฝ่ายเอชอาร์ เราก็ เออ คงเหมือนกันแหละมั้ง ก็ตามๆ ไป พอไป อ่าวมันไม่ใช่นี่หว่า เขาปฐมนิเทศน์กันเป็นการส่วนตัวเฉพาะฝ่ายเขา เราก็เลยเดินกลับไปถึงตึกสีบุญเรือง ตอนนั้นก็เลทมาสิบห้านาทีแล้ว เราคิดว่าแม่งกูไม่ได้ฝึกงานแหง มาสายตั้งแต่วันแรก โดนเตะกระเด็นออกจากสาระบบชัวร์ พอไปถึงก็เจรจากับยามว่า ขอกูขึ้นไปเห๊อะ กูไปไม่ถูก พอขึ้นไปเขาก็แปะไว้หน้าห้องเลยว่าประชุมชั้น ๑๑ ห้องอะไรจำไม่ได้แล้ว ก็หอบสังขารไปซีพี ทาวเวอร์ รอบสอง ขึ้นไป พอถึงหน้าห้อง มองลอดผ่านกระจก กำลังปฐมนิเทศกันใหญ่เลย ไม่กล้าเข้าไป แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว กว่าจะหาเจอ มองนาฬิกา เก้าโมงตรงเวร สายไปครึ่งชั่วโมง เปิดประตูแบบเบาสุดในชีวิตจะทำได้ นักศึกษาทุกคนหันมามอง กูอยากจะหายตัวไปเลยตอนนั้น โชคดีที่พี่ทีปฐมนิเทศไม่หันมา เพราะกำลังตั้งใจพูดอยู่ อ๊ะ เก้าอี้ตัวใกล้ประตูว่างอยู่พอดี รีบจับจองเป็นเจ้าของทันใด พี่เขาก็เล่าไปว่าซีพีมีกี่หน่วยมีอะไรบ้าง ก็ไม่ค่อยได้ตั้งใจฟัง ง่วงก็ง่วง เหนื่อยก็เหนื่อย เขาก็เช็คชื่อแล้วก็ให้ยกมือว่าใครทำฝ่ายไหน เวร ทำไมไม่มีฝ่ายกรูฟระ เริ่มใจไม่ดีอีกรอบ ตกลงกูจะได้ฝึกงานมั้ย หลังจากนั้นเขาก็ขอเอกสารจากทางมหาวิทยาลัย ระหว่างนั้นก็เลยได้ถามว่า ฝ่ายเราทำงานตรงไหน เขาก็บอก เอ้อ ลืมไปเลยว่ามีคนสมัครออล แมกกาซีนด้วย อ่าว เวร มึงได้ส่งเรื่องให้กูป่ะเนี่ย แถมบอกว่าลืมทำบัตรพนักงานให้อีก กรรม แต่ไม่เป็นไรเขาบอกให้ไปทำงานเลย ชั้น ๒๔ ไปเลยเร๊อะ คนเดียวด้วย หูยย เปลี่ยวใจว่ะ คนอื่นนะ เขามากันเป็นหมู่คณะ คุยกันจุ๊กจิ๊กสนุกสนาน ไอเราสมัครมาก็คนเดียว แถมเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของคนที่มาฝึกงานคือโดนบังคับมาฝึก เอาเกรดเอาผ่านกัน กูคือสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือ เป็นชนกลุ่มน้อยตัวจริงกระทิงแดง
ยังไม่ทันเล่าเรื่องฝึกงานก็เต็มหน้าแล้ว ต่อคราวหน้าแล้วกัน เล่าเยอะๆ เดี๋ยวเบื่อซะก่อน 2009/3/22 tag ศาสตร์ไปยโมยคนอื่นมาเล่น พอดีเกิดอาการว่างจัด (อาหารศาสตร์) FOODOLOGY น้ำสลัดที่ชอบ : เทาซัน ไอส์แลนด์ ร้านอาหารแบบนั่งกินในร้านที่ชอบ : พวกร้านกาแฟ จัดเก๋ๆ พนักงานไม่ไล่ลูกค้า อาหารอะไรที่คุณจะกินติดต่อกันได้ถึง 2 สัปดาห์โดยไม่เบื่อซะก่อน : ข้าวแกงกะกรี่หมูทอด ซูชิ หน้าพิซซ่าที่ชอบ? : ฮาวายเอี้ยน ชอบทาอะไรบนขนมปังที่กิน : ทูน่า ชีส(เค้าเรียกทาป่ะวะ) (เทคโนโลยีศาสตร์) TECHNOLOGY ที่บ้านมีโทรทัศน์กี่เครื่อง : ๔ โทรศัพท์มือถือที่ใช้สี : เงิน (ชีววิทยาศาสตร์) BIOLOGY ถนัดขวาหรือซ้าย : ถามไรขาหรือมือ ฮ่าๆ ถ้ามือก็ขวา มีส่วนไหนของร่างกายที่เคยถูกเอาออกไปรึเปล่า : ฟัน ผม ขน เล็บ ของหนักชิ้นล่าสุดที่ยก : กระเป๋าเดินทาง เคยโดนซัดจนสลบมั้ย : ดอก ไม่เคย(เคยแต่เห็นผู้ชายหล่อ แล้วอ๊ากกก อยากสลบ) (เพ้อเจ้อศาสตร์) BULLCRAPOLOGY ถ้าเป็นไปได้ จะอยากรู้วันตายของตัวเองมั้ย : ไม่ ถ้าเปลี่ยนชื่อได้ จะเปลี่ยนเป็นอะไร : มีน (เวร เปลียนตรงไหน อยากชื่อจริงชื่อมีนไปเลย) จะยอมดื่มซอสพริกหมดขวดมั้ย ถ้าจ้าง 4 หมื่น : ไม่เอาว่ะ (งี่เง่าศาสตร์) DUMBOLOGY มีรองเท้าแตะกี่คู่ : น่าจะสาม ครั้งล่าสุดที่มีเรื่องกับตำรวจ : คิดว่าไม่เคยสักครั้งนะ คนที่คุยด้วยล่าสุด : น้องเมท คนที่กอด ล่าสุด : ย่า(ม้าง) (ของโปรดศาสตร์) FAVORITOLOGY ฤดูโปรด : แล้วแต่อารมณ์ แต่ชอบหนาวๆ ก็ดี วันหยุดโปรด : ปิดเทอม นานดี วันในสัปดาห์ : ศุกร์ เดือนโปรด : มีนา (แว๊กกกกก) (ตอนนี้นะศาสตร์) CURRENTOLOGY คิดถึงใครอยู่ป่าว : คิดว่ะ นี่อารมณ์ไหน : หิวข้าว(แต่ขี้เกียจไปซื้อ) ฟังเพลงอะไรอยู่ : ปาร์ตี้ อัมจองวา ฟีท จี ดราก้อน ดูอะไรอยู่ : บล็อก กังวลอะไรอยู่ : งาน (มั่วๆ ไปศาสตร์) RANDOMOLOGY ที่แรกที่ไปมาเมื่อเช้านี้ : เตียง ยังไม่ได้ไปไหนเลยจนบัดนี้ หนังเรื่องสุดท้ายที่ดู : เก๋าๆ ยิ้มบ่อยมั้ย : บ่อย (ถ้าดูผู้ชายอยู่) (คำถามศาสตร์) QUESTION-OLOGY 1) รับโทรศัพท์ทุกครั้งรึเปล่า : อือ ถ้าได้ยิน 2) ถ้าตอนตี 4 มีคนส่งเมสเสจมา คิดว่าเป็นใคร : คอล เซ็นเตอร์ ชัวร์ 3) ถ้าเปลี่ยนสีตาได้ อยากได้สีอะไร : ไม่ว่ะ 4) เคยเลี้ยงปลามั้ย : ที่บ้านเลี้ยง แต่ไม่ได้เลี้ยงส่วนตัว 5) เพลงคริสต์มาสที่ชอบ : รูดอล์ฟ เดอะ เรด โนส เรนเดียร์ 6) วันเกิดอยากได้อะไร : บัตรคอนเสิร์ต 7) วิดพื้นได้มั้ย : ได้แบบ อืดๆ 8) ยกตัวได้มั้ย : ซิตอัพน่ะเหรอ พอได้อยู่ 9) กังวลหรือตื่นเต้นกับอนาคต : ตื่นเต้นมากกว่า 10) มีข้อความที่เก็บไว้รึเปล่า : เก็บนะ 11) เคยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์รึเปล่า : ไม่เคยเลยอ่ะ 12) มีสำเนียงในการพูดมั้ย : ไม่มีม้าง แต่ชอบสถบ (เลวป่ะ) 13) เพลงล่าสุดที่ฟังแล้วร้องไห้ : มีแต่อยากร้องเพราะคนแร็ปมันหล่อ(อยากได้) 14) มีแผนอะไรคืนนี้มั้ย : ไปคืนหนังที่ยืมมา 15) เคยรู้สึกเหมือนว่าชีวิตมันย่ำแย่สุดๆ มั้ย : เคยดิ เดือนที่ผ่านมานี่แหละ มรสุมชีวิต 16) บอกมา 3 อย่างที่เพิ่งซื้อในสัปดาห์ที่ผ่านมา : แมกกาซีน เสื้อยืด มูสใส่ผม 17) เคยมีคนมาให้ดอกกุหลาบรึเปล่า : เคย (แต่ไม่ใช่แฟน) 19) ตอนนี้เกลียดอะไร : ภาระ 20) เคยเจอใครที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนเลยมั้ย : เคย 21) เริ่มต้นปีใหม่ยังไง : ฟังเพลงเกาหลี(เฮ่อ) 22) เพลงไหนบ่งบอกความเป็นคุณได้ดี : วีไอพี 23) บอกมาซัก 3 คนที่น่าจะเล่นอันนี้ต่อ : ปิ้นม้าง 24) เมื่อคืนตอนเที่ยงคืนทำอะไรอยู่ : ดูรายการทีวี 25) สิ่งแรกที่คิดเมื่อตื่นนอน : กี่โมงแล้ววะ สนุกดี ทำตอนว่างๆ บางทีทำอะไรแบบนี้ทำให้เราได้ทบทวนชีวิตมากขึ้น 2009/3/20 ดาวไม่ใช่เรื่องโรแมนติก ที่จะมองดาว
นานๆ ทีจะนั่งรถทัวร์กลับบ้าน
แล้วมันเป็นอะไรก็ไม่รู้มักจะนอนไม่หลับ
อ่านหนังสือก็ไม่ได้ มันมืด
ได้แต่ฟังเพลง
ดวงตาลืมโพรง
ก็เลยมองท้องฟ้า
คืนนั้นรถแล่นไปเรื่อยๆ
สองข้างทางมีต้นไม้ครื้ม
มีบ้านเปิดไฟสว่างอยู่ประปราย
มองเลยขึ้นไปบนท้องฟ้า
ดาวมากมายส่องประกายระยิบระยับ
คืนนั้นเป็นคืนที่เห็นดาวมากที่สุดในชีวิต
เห้ย ดาวบนฟ้ามันเยอะขนาดนี้เลยเหรอวะ
คืนนั้นเป็นคืนที่หนาวเหน็บ
แต่ท้องฟ้าสวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
ฟ้าโล่งเปิดให้ดวงดาวออกมาร่ายรำร่าเริง
มองกลับมาในรถ
มืด
มีแต่เสียงแอร์ เสียหายใจ และเสียงกรน
ได้ดูดาวอย่างนี้
เลยนึกได้ว่า
อยู่ต่างจัวหวัดเราได้ดูดาวบนท้องฟ้า
คิดแต่ว่ามันสวยงามและอยากให้มันค้างอยู่เช่นนั้น
ไม่เคยคิดเป็นเจ้าของ
แค่ได้มองก็มีความสุขแล้ว
แต่อยู่เมืองกรุงฯเราได้แต่มองดาวบนบ่า
เฝ้าคิดแต่ว่าเมื่อไหร่จะได้มันมา
ยิ่งมองยิ่งริษยาที่คนอื่นมีดาวบนบ่ามากกว่าเรา 2009/3/2 So, it's called FASHIONเอ่อ...ผมก็มะรู้ว่าจะแนะนำตัวไงดีนะฮะ เอาเป็นว่าผมชื่อ บัส ฮะ ก็บัสรถเมล์แหละ พูดให้มันดูดีขึ้นหน่อยแค่นั้น ก็พ่อผมแหละที่ตั้งชื่อนี้ให้ ผมว่ามันเชยแบบบ้าระห่ำ สมัยนี้ใครเค้าชื่อแบบนี้กัน นี่มันพ.ศ.ไหนกันแล้ว ๒๕๖๑ แล้ว พ่อผมล่ะ ไม่เคยจะเข้าใจอะไร เพื่อนผมแต่ละคนละชื่อเท่สุดๆ อย่างไอ้ ฮอ นี่ ชื่อเท่เป็นบ้า ส่วนไอ้ แป ก็คูลสุดๆ เฮ่อ แต่ทำไงได้ฮะก็มันชื่อนี้ไปแล้ว พ่อผมนะวันๆ เอาแต่ฟังฮิปฮอปเชยสุดๆ ตอนนี้ใครเค้าฟังกันแล้ว ต้องนี่แนว none สมัยนี้นะ ใครฟังนันนี่อาร์ทสุดๆ เกาหลีเชยเป็นบ้า พ่อนะก็อยากจะอวดเหลือเกินว่าตัวเองนะแนว อินเทรนด์ เกาหลี โหย นึกว่าตัวเองอยู่ปี ๒๐๐๙ รึไง แถมยังใส่ขาเดฟออกจากบ้าน ผมล่ะไม่อยากเดินด้วยเลยจริงๆ เด๋วนี้กางเกงมันต้องกลับด้าน เอาด้านในมาใส่ด้านนอก โหยย นัวร์สุดๆ บัส อายุ ๑๘ ปี พ.ศ.๒๕๖๑ ............................................................................................. ผมไม่เข้าใจเด็กสมัยนี้เลยจริงๆ ใส่กางเกงกลับในนอก รองเท้านี้ยังไงข้างในยังกะรองเท้าเตะ อีกข้างรองเท้าผ้าใบ ผมว่ามันบ้าไปแล้วแฟชั่นยุคนี้ ไอ้ยุคไอ้ใส่รองเท้าข้างละสีกันนี่ผมว่ามันเก๋ดี แต่นี่รับไม่ได้จริงๆ ทรงผมนี้ไม่ไหวจริงๆ ครับ ผมเปิดทีวีดู โห ดาราเด็กๆ มันทำหัวอะไรกัน ผมว่ายุคผมที่ทรงเซ็ตๆ เกาหลีนี่แนวสุดแล้วนะคับ เด็กยุคนี้ทำผมเส้นละสี ค่าทำก็ไม่ใช่ถูกๆ เดี๋ยวนี้ค่าเงินมันไม่เหมือนก่อนแล้ว สมัยผมนี่ทำผมครั้งละสองสามพันนี่แพงแล้วนะครับ นี่ถ้าคิดจะเดินเข้าร้านทำผม นี่เกือบหมื่นคับ วงการเพลงสมัยนี้ยิ่งไปกันใหญ่ ฟังบ้าอะไรฟังไม่เป็นเพลง เหมือนคนนั่งพึมพำอะไรสักอย่าง งึมงัมๆ เพราะตรงไหน เพลงฮิปฮอปนี่แหละคับตลอดกาล เบส อายุ ๔๕ ปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ............................................................................................ ผมล่ะเซ็งแม่พ่อผมเจงๆ คับ วันๆ เอาแต่ฟังร็อคแอนด์โรล ทุกวันนี้ยังดูคอนเสิร์ตเอลวิสอยู่เลยจะบ้าตาย ผมว่าฮิปฮอปนี่เจ๋งสุดแล้ว มันทั้งเท่ ทั้งห่าม แสดงความเป็นแมนสุดๆ พ.ศ.นี้ใครไม่ฟังฮิปฮอปนี่เนิร์ดมากกกกกกกก แล้วก็ชอบยัดเยียดให้ผมเรียนอิเล็คทริคกีต้าร์จังเลย ไม่เอา คือกูจะเอาเทิร์นเทเบิ้ลไง เข้าจั๋ย ก็มาพร่ำพรรณนาสรรพคุณความเพราะความเลิศ กูไม่อยากจะบอก พ่อคับมันเชย –ด แล้วใส่เข้าไปสิขาบาน จะช่วยกทม.กวาดขยะรึไง พอคับ ขาเดฟเห๊อะ แล้วผมก็ชอบหวีซะเรียบแปล้ เดินออกมาจากห้องทีนึกว่าผีเอลวิส พอไปตัดผมสั้นเหอะ ผมจะสอนเซ็ต มีวันนึงเอาบัตรไปงานแนวเซเวนตี้ เอทตี้ไรมาให้ก็ไม่รุ ไม่เอาหรอกคับ นัดเพื่อนไว้ที่รูต วันนี้มีดีเจจากเกาหลีมาด้วย คนนี้เจ๋งมาก บีทบอกซ์นี่เท่ เ-ย เ-ย เบส อายุ ๑๙ ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ......................................................................................... ลูกผมครับ ฟังเพลงเสียงดังมาก ไอเจ้าสี่เหลี่ยมเล็กๆ นะครับ ที่เขาเรียก อะไรนะ ไอ้ป้อดๆ อ่ะครับ แพงนะครับเป็นหมื่น แล้วเพลงที่มันฟัง ก็มีแต่เสียงตึกๆ เป็นเสียงแต่ไม่ธรรมชาติเลยครับ ไม่เหมือนเสียงกีต้าร์ของร็อคแอนด์โรล มันมาจากคนเล่นสดๆ ฟังยังไงก็อินครับ เด็กสมัยฟังแต่ซาวนด์แบบทื่อๆ ชอบของปรุงแต่ง บ้าเข้าไปครับเกาหลี ผมก็ต้องเซ็ต ผู้ชายสมัยดูแลตัวเองยิ่งกว่าผู้หญิงอีกครับ จนเมียผมกลัวว่าไอลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวเนี่ยจะเป็นตุ๊ด เป็นกระเทย แต่งตัวจัดครับ กางเกางนี่ก็ใส่รัดๆ เสื้อนี่ยืดไม่พอ มีเชิร์ตมีเยอะครับ ใส่ไอ้เสื้อกันหนาวนวมๆ ด้วย ผ้าพันคอ มาแก๊ป หมวกไหมพรม สร้อยคอใหญ่ๆ เห็นแล้วคอจะหักแทน ผมว่ากางเกงขาบานนี่แหละเท่ด้วย ใส่สบายด้วย เล็ก อายุ ๔๘ ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ .......................................................................................... ผมว่าสมัยนี้ฟังร็อคแอนด์โรลนี่จิ๊กโก๋ดีฮะ สาวก็ก็สนใจแฟนผมนี่ดิสโก้จ๋าเหมือนกันฮะ พ่อผมฮะ...บอกว่าจีบแม่ด้วยเพลงลูกกรุง สุนทราพร จ๊ากกกกกกกกกกก อยากเอาหัวชนฝา พอผมเปิดร็อคแอนด์โรลทีไร เป็นได้ฟังพ่อสวดยาวทุกที เหมือนนั่งฟังวิชาประวัติศาสตร์ วิทยุที่บ้านก็ดันมีอยู่เครื่องเดียว จะขอซื้อแบบเครื่องเล็กๆที่เค้าเรียกซาวนอ์อะเบ้ากัน พ่อก็ไม่ซื้อให้ ก็แย่งกันไปสิฮะ ไอเครื่องธานินทร์ที่บ้าน ผมล่ะอายเพื่อนที่ไม่มีซาวนด์อะเบ้าฟัง ผมเก็บเงินซื้อแผ่นเสียงแท้ด้วยนะฮะ โห แต่เสียดายที่บ้านไม่มีเครื่องฟัง แต่เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ฮะ ผมแอบให้แม่เย็บขาบานให้ตั้งหลายตัว แต่พ่อเห็นนะไม่ได้เลย ผมโดนดุตลอด ผมแอบขอเงินแม่ไปซื้อเจลทำผมแบบเอลวิสด้วย แฟนผมชอบบอกว่าจ๊าบดี กะปุกนึงหลายสิบเหมือนกันนะฮะ แต่แม่ก็ให้ ถ้าพ่อรู้ก็ซวยอีกตามระเบียบแล้วฮะ เล็ก อายุ ๒๐ ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ .............................................................................................
ขึ้นชื่อว่าแฟชั่น มันก็เปลี่ยนแปลงไปตลอด จะไปยึดติดอยู่กับมันทำไม จะมาพูดทำไมว่าอะไรดีกว่าอะไร อะไรดี อะไรไม่ดี ก็บอกแล้วว่าแฟชั่น ตอนนี้หลายคนบอกว่าฟังฮิปฮอปเถื่อน ฟังเกาหลีบ้าของนอกไม่รักของไทย ถ้าคิดดีๆ ๕ ปีที่แล้ว แฟชั่นญี่ปุ่นก็ดังในไทย คนก็ฟังเจป๊อป เจร็อคกัน ก็หาว่าไม่รักของไทยอีก ก่อนหน้านั้นก็คงเป็นร็อคแบบฮาร์ดๆย้อนกลับไปอีกสักหน่อยเพลงเทคโนก็อิตในบ้านเรา แล้วก็พวกร็อคแอนด์โรคเพลงยุคเซนเวนตี้ที่พ่อๆ เราชอบกัน ทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไปตามสมัยแหละ ของพวกนี้ก็ไม่ใช่ของไทยทั้งนั้น คนที่คิดว่าสังคมมันเสื่อมลงทุกวัน คนฟังเพลงไม่เพราะขึ้นทุกวัน แต่จริงๆ ทุกอย่างก็ต้องมีการพัฒนา ใช่รึป่าว แต่ถามว่าจริงๆ ทุกวันนี้คุณยังฟังเพลงเก่าๆ มั้ย ก็ฟัง เราก็ยังรู้จักเอลวิส เพรซลี่ รู้จักสกอร์เปี้ยน รู้จึกบีจี ฟังเกาหลีแล้วฟังบอดี้ สแลมมั้ย ก็ฟัง ฟังเอมิเน็มแล้วฟังบิ๊กแอสมั้ย ก็ฟัง ชอบดงบังแล้วฟังบอย ป๊อดมั้ย ก็ฟัง ฟังเสลอแล้วฟังพีสะเดิดมั้ย ก็ต้องเคยฟัง ของอะไรถ้าดีจริง ไม่ต้องพูด ยอมรับอยู่แล้ว ดังนั้นก่อนจะตัดสินอะไรดูสักนิด จริงๆ มันไม่มีอะไรเชย อะไรล้ำ อยู่แค่ว่าคุณชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ชอบอะไรก็ชอบไปเถ๊อะ แค่อย่าทำคนอื่นเดือดร้อน รำคาญแล้วกัน แล้วของอะไรที่มันไม่ดีจริง มันก็คงไม่เป็นที่นิยมได้ทั่วโลกหรอก 2009/2/27 มาหา วิทยาลัย
“ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันโง่
ฉันจึงมาหาความหมาย
ฉันหวังเก็บอะไรมากมาย
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว”
วิทยากร เชียงกูล
หลายคนคงเคยได้ยินประโยคยาวๆ ข้างบนมาบ้างแล้ว
เรามาอ่านเจออีกรอบ แล้วก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างได้
บล็อกอันก่อน เราได้บอกว่ามีประเด็นบางประเด็นที่อยากพูดแต่พูดไม่ถูก
เลยเล่าเรื่องไร้สาระแทน
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้มีสาระนะ
เราเข้ามหาวิทยาลัยเพื่ออะไร?
แทบจะเป็นคำถามสุดคลาสสิกระดับโลก ไม่ๆ ระดับประเทศพอ
เราได้เรียนรู้วิชาชีพ เพื่อจะได้ประกอบอาชีพในภายภาคหน้า?
...
...
...
เราจบปีสาม (เหลือรายงานอีกเล่มหนึ่ง)
แล้วเราได้คำตอบจากคำถามนั้นหนึ่งข้อ
เราจบมหาวิทยาลัยเพื่อจะรู้ว่า
ใครเป็นเพื่อนแท้ของเราจริงๆ
...
หนังหลายเรื่องมักสร้างตอนจบโดยให้ความสำคัญกับเรื่องทางจิตใจ
ความรัก
ความผูกพัน
มิตรภาพ
ความริษยา
ความแค้น
ความโลภ
แต่ชีวิตจริงมักจบด้วยเรื่องนอกจิตใจ
เราเดินไปมหาวิทยาลัยด้วยคำถามมากมายในหัว
วันนี้อาจารย์จะสอนอะไร
อาจารย์จะอารมณ์ดีไหม
เพื่อนจะมาสายหรือเปล่า
ฉันจะเผลอหลับในห้องไหม
.....
แต่พอไปถึงมหาวิทยาลัยสิ่งที่ฉันคิดคือ
วันนี้จะทำข้อสอบได้ไหม
เกรดจะได้เท่าไหร่
ฉันจะตกวิชานี้ไหม
รายงานเล่มนี้จะเสร็จทันหรือเปล่า
......
แต่พอหมดคาบเรียน ฉันคิดว่า
เราจะไปดูหนังกันดีไหม
ไปกินอะไรกันดี
ไม่น่ามาเข้าเรียนวิชานี้เลย
รีบกลับไปนอนดีกว่า หมดพลัง
มันเหมือนกับว่า
ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย
เราหวังสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเรา
วิชาเรียนที่ให้ความรู้กับเรา
เพื่อนที่รักเรา
อาจารย์ที่เอาใจใส่เรา
และหวังว่าตัวเองจะตั้งใจและประสบความสำเร็จ
แต่พอเรานั่งเรียน
เราคิดว่าฉันทำมันไม่ได้จริงๆ
ฉันไม่ชอบวิชานี้
ฉันจะทนกับคาบนี้
ฉันจะปั่นรายงานที่โคตรจะน่าเบื่อ
แต่พอเราเรียนจบ
เราก็คงคิดว่า เราจะทำงานอะไร
เปิดร้านเค้กอย่างที่เราชอบดีมั้ย
ฉันเลือกเรียนผิดคณะว่ะ
ฉันจะหยุดก่อน ฉันเหนื่อยกับการอดทน
ฉันถามแต่ละคนว่า เอาจริงๆ นะ ถ้าเลือกจะทำอาชีพอะไรก็ได้ในโลก โดยไม่สนใจรายได้ ไม่สนใจสายที่เรียนมา พวกแกจะทำอะไร
คนหนึ่งตอบว่า “ฉันจะเปิดร้านขายหมา ฉันจะไปเรียนตัดขนหมาที่ต่างประเทศ แล้วจะกลับมาเพาะพันธุ์หมาขาย”
อีกคนตอบว่า “ฉันอยากทำร้านกาแฟ ทำขนมอร่อยๆ แบบที่ฉันชอบกิน”
อีกคนบอกว่า “ฉันอยากมีครอบครัวที่อบอุ่น ทำหน้าที่ของภรรยาให้ดีที่สุด”
ทุกคนพูดอย่างนั้นจริงๆ
อีกคนอยากเป็นสไตลิสต์
อีกคนอยากเป็นนักเต้น
อีกคนอยากเป็นกราฟฟิกดีไซน์เนอร์
แต่ทุกวันนี้ทุกคนนั่งอยู่ในตึกเรียน ๑๕ ชั้น และอ่านหนังสือกองโตที่ไม่มีสูตรเค้ก ไม่มีแบบเสื้อผ้า ไม่มีพันธุ์หมา ไม่มีวิธีเลี้ยงลูกให้แข็งแรง หรือแม้แต่วิธีใช้โฟโต้ช้อปให้เหมือนมือโปร
เราไม่รู้ว่าคนในโลกนี้สามารถทำสิ่งที่ตัวเองรักได้กี่เปอร์เซ็นต์
เราไม่รู้ว่าคนเราเก็บความฝันกันไว้ลึกแค่ไหน
เราไม่รู้ว่าทุกคนกดความฝันที่ดิ้นเร่าๆ อยู่ได้อย่างไร
เราไม่รู้ว่าฝันของใครบางคนจะเหี่ยวไปแล้วหรือเปล่า
วันนี้เรารู้แค่ว่า
เราเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อกระดาษหนึ่งใบ
เราเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อเครดิตในสังคม
เราเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อจะได้สมัครงาน
....
...
...
สุดท้าย เราจะจบมหาวิทยาลัย โดยรู้ว่าใครจะเป็นเพื่อนแท้ของเรา
2009/2/26 บทความแสดงความคิดเห็น จริงๆ เรามีเรื่องเล่าหลายประเด็น มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่เล่าไม่ค่อยถูก อย่างนั้นวันนี้เล่าอีกเรื่องดีกว่า
ต้องออกตัวก่อนว่าเราไม่ใช่นักวิจารณ์ เรารู้น้อย เราฟังน้อย เราดูน้อย ดังนั้นเรื่องที่เราพูดเป็นแค่ข้อคิดเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
ช่วงนี้ถ้ามีใครมาถามว่าเคยฟังเพลงนั้นมั้ย เคยดูเอ็มวีนี้มั้ย ชอบเพลงนี้รึป่าว
คำตอบของเราคือ ขอโทษอ่ะ ช่วงนี้ไม่ได้ฟังเพลงเลย
จริงๆ คำตอบนั้นก็ดูจะไม่ถูกต้องซะทีเดียว
แค่ไม่อยากตอบให้คนหมั่นไส้ว่า ไม่ได้ฟังเพลงไทยมาสองเดือนแล้ว
--เห็นป่ะ ฟังแล้วมันน่าตบ--
แต่มันคือความจริง
เราหันมาฟังเพลงเกาหลีได้สองเดือนแล้ว
ถามว่าฟังออกมั้ย
ตอบเลย -- ไม่ออก
แต่ทำไมถึงบ้าฟังอยู่ได้ตั้งสองเดือน
นั่นคือคำตอบของคำพูดที่ว่า "ดนตรีไม่มีพรมแดน"(แต่งเองป่ะวะ)
เราค้นพบความแตกต่างของวงการเพลงเกาหลีกับเพลงไทยหลายประการ
ไม่ได้แปลว่าอันใดอันหนึ่งจะดีกว่าไปเสียหมด
แต่ทำให้เราให้คิดได้สงสัยว่าทำไมคนถึงชอบนักร้องเกาหลีกันนักหนา
เค้าชอบกันแค่ที่หน้าตาจริงหรือเปล่า
วันนี้เป็นโอกาสดีที่เพื่อนๆ คนรอบตัวเราสงสัยว่า
น้ำหน้าอย่างเราบ้าเกาหลีได้ไงวะ
ก่อนหน้านี้ทุกคนคงเคยฟังเพลงเกาหลีกันมาบ้าง
คนที่ไม่ติดตามวงการเพลงเกาหลีเลยอย่างน้อยก็ต้องรู้จัก "เรน"
แล้วตอนนี้ทุกคนน่าจะรู้จัก"ดงบังชินกิ" และน่าจะรู้จัก"วอนเดอร์ เกิร์ลส์"
หลายคนต้องเคยดูซีรี่เกาหลี ทุกคนน่าจะรู้จัก"แดจังกึม" "ออทัมน์ อิน มาย ฮาร์ท" (ทำไมอีนี่ไม่พิมพ์ภาษาอังกฤษวะ)
เราปฏิเสธไม่ได้ว่า วัฒนธรมเกาหลีแทรกซึมอยู่ในประเทศไทย ไม่น้อยกว่าวัฒนธรรมอเมริกัน หรือญี่ปุ่น
จบ
มาถึงเรื่องของตัวเองบ้าง
เราเริ่มฟังเกาหลีแบบจริงจังครั้งแรกเมื่อต้นปีใหม่ ก็เดือนมกรานั่นแหละ
ฟังครั้งแรกก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก
แต่พอได้ดูคอนเสิร์ต ดูเพอร์ฟอมแม้นซ์ ดูการเดบิวท์ เรารู้สึกว่า เกาหลีเค้าเน้นคุณภาพจริงๆ นะ
ไม่มีนักร้องคนไหนผ่านเข้ามาเป็นนักร้องได้โดย เก่งแค่อย่างเดียว (แต่เราว่าเก่งอย่างเดียวก็ไม่ผิด)
นักร้องไทยส่วนใหญ่ถ้าร้องก็คือร้อง เสียงดี ทรงพลัง จริง ส่วนไอวงที่บอยแบนด์ก็ร้องบ้างเต้นบ้าง ครึ่งๆ กลางๆ
วงร็อคก็ร็อคไปเลย แต่นักร้องเกาหลี เธอต้องร้องดี เต้นเก่ง แร็ปได้ยิ่งดี ส่วนร็อคก็คงแยกกัน
เท่าที่สังเกตวงเกาหลีไม่ค่อยมีร็อคๆ คนเกาหลีนิยมฟังป็อปแดนซ์ ฮิปฮอป เท่าที่เราเข้าใจนะ
ข้อสงสัยในวงการเพลงเกาหลี
๑.ทำไมต้องมีหัวหน้าวงวะ(แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้ว)
๒.ทำไมค่ายเพลงมันเยอะจังวะ
๓.นักร้องแข่งขันกันสุดริด ด้านความสามารถ
๔.นักร้องต่างค่ายมาร่วมแสดงบนเวทีเดียวกัน เพอร์ฟอมแมนซ์เดียวกันได้อย่างกลมเกลียว
(จะมีเวทีไหนไหมที่ฟิล์มรัฐภูมิ ฟิทเจอริ่ง บี เดอะสตาร์ ฝันไปเถอะ)
๕.ประธานค่ายเพลงโหดมาก (โหดในด้าน ความเนียบ ความมีคุณภาพของนักร้อง"
๖.การแบทเทิล(แข่งโชว์)ของนักร้อง เป็นเรื่องปกติ
๗.การจัดอันดับในทุกๆ อย่างเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าจะเรื่องเสียงร้อง การเต้น สไตล์การแต่งตัว เป็นต้น
๘.แฟนคลับของนักร้องเกาหลีเหนียวแน่นมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก โคสสสสสสส
ตัวอย่างเช่น แฟนคลับจะต้องมีชื่อ เช่น ดงบังชินกิ ก็จะเป็นแคสสิโอเปีย ซุปเปอร์จูเนียร์ ก็จะเป็นเอลฟ์ วอนเดอร์เกิร์ลส์ก็จะเป็นวอนเดอร์ฟูล ประมาณนี้
วงมักจะมีสีประจำวง แต่ไม่ทุกวงนะ แต่ก็เยอะอยู่
แฟนคลับต้องมีของคอนเสิร์ตแบบเป็นหนึ่งเดียว เช่นไฟสี ป้ายผ้า ทุกคนจะใช้แบบเดียวกันหมด ซึ่งที่น่าแปลกใจคือ ค่ายเพลงทำออกมาขายเลยทีเดียว
แฟนเพลงเกาหลีค่อนข้างรักศิลปินของตัวเองมากๆ รักแบบรักเดียวใจเดียว และมักจะเผื่อแผ่ถึงเพื่อนร่วมค่าย เช่นถ้าชอบดงบัง ก็น่าจะชอบเอสเจ ถ้าชอบเรนก็น่าจะชอบวอนเดอร์เกิร์ลส์ ถ้าชอบเซเว่นก็น่าจะชอบบิ๊กแบง
๙.นักร้องเกาหลีเป็นผู้นำแฟชั่นตัวจริง ถ้านักร้องที่ดังๆ แฟนคลับเยอะๆ ทำอะไร คนจะทำตามทันที แฟชั่นสิ่งนั้นจะเป็นที่ถูกพูดถึงในช่วงข้ามคืน
มีอีกหลายอย่าง แต่เหนื่อยแล้ว
ส่วนของไทย
๑.นักร้องไทยที่มีคุณภาพเยอะมาก โดยเฉพาะด้านเสียงร้อง
๒.ศิลปินไทยแต่งเพลงเก่ง ดนตรีก็เก่ง ซาวน์ก็เก่ง
แต่สิ่งที่ไทยสู้เกาหลีไม่ได้ น่าจะเป็นการโปรโมต
เกาหลีโปรโมตนักร้อง อัลบั้มได้แบบถึงอกถึงใจมาก
ให้ความสำคัญกับการไปออกรายการของนักร้อง
ให้ความสำคัญกับการแสดง
เวที ซาวนด์ ความอลังการ จะพูดว่าไง ความเป๊ะ ของการแสดงนี่เต็มที่สุดๆ
บางคนกร่นด่าการเลียบแบบ แต่เราว่าเลียนแบบในสิ่งที่ดีอ่ะ มันดีนะ
แต่ไม่ใช่ลอกมานะ ขอเถอะ เอามาปรับๆ หน่อยแล้วกัน
เราว่าถ้าเมืองไทยมีวงบอยแบนด์ที่เต้นเป๊ะๆ สักวงนะ เราว่ารุ่ง
คนไทยชอบฟังเพลงช้า เพลงอกหัก
เราว่าเพราะคนไทยยังไม่เจอเพลงเร็วที่มันสนุก และฟังได้โดยไม่ได้ต้องเปิดในผับ
เออ อีกอย่างของวงเกาหลี
คือในเพลงนี้แบบพรีเซ็นต์ชื่อวงสุดริด
แบบถ้าฟังเพลงนึงจะรู้เลยอีนี่วงอะไร หรือใครร้อง
เพลงไทยน้อยมากที่แบบขึ้นมา แล้ว เย่ๆๆ วี อาร์ กอล์ฟ ไมค์ ไม่เคยได้ยิน แต่อาจจะมีก็ได้
มีแต่ไทเทเนียม แทททู อีทีซี นี่คือที่เคยได้ยิน นอกนั้นไม่ค่อยจริงๆ
อย่างไทเทนี่เข้าใจ มันเป็นธรรมดาของเพลงฮิปฮอปอ่ะ วงฮิปฮอปหลายวงของไทยก็มีบ้าง
เช่นฟักกลิ้ง ฮีโร่ก็เคยได้ยิน บูดดาเบส ก็เคยบ้าง
ซึ่งเรารู้สึกว่าสิ่งนี้มันสร้างตัวตน เอกลักษณ์ให้กับวงหรือตัวศิลปินนะ
เออลืม เรทโทรสเป็คได้ไง คงเป็นวงเดียวในไทยรึป่าว ที่แฟนคลับมีชื่อเรียก
โหหห เขียนมาเยอะมาก คงไม่มีใครขยันอ่าน แต่ช่างเถอะ
บางคนอ่านก็คงจะค้านอยู่ในใจลึกๆ
แบบอีนี่ไม่รักของไทยเลย
ไม่ใช่ นะ แต่คุณภาพก็คือคุณภาพป่ะวะ
จะคัดค้านก็ได้ เพราะมันแค่ความคิดเราคนเดียว
แต่ห้ามมาตบ เจ็บ ไม่รับฝากส้นรองเท้า สาก หนามหมอนทองก็ไม่เอา
เราอยากให้มีแบทเทิลระหว่าง อาร์เอส กับแกรมมี่
ไม่ได้แข่งกันจะตบกันนะ แต่การแบทเทิลก็แค่เป็นการแสดงชิ้นหนึ่งเท่านั้น
น่าสนุกจะตายถ้าเราได้เห็นปาน ธนพร ร้องเพลงกับมาช่า หรือเห็นแดน บีม ร้องเพลงกับกอล์ฟไมค์
ให้ซาซ่า ฟิทเจอริ่งกับ โฟร์ มด คงเป็นแค่ฝันไปเท่านั้นแหละ 2009/1/26 ในวันที่ฉันป่วย(ใจ)ทำไมตอนนี้เรารู้สึกแย่จัง บางเวลาก็ไม่รู้ตัวเองเป็นอะไร
รุ้สึกเหนื่อยๆ ไม่อยากจะทำอะไรในชีวิต
รู้สึกว่าทำอะไรไม่เต็มที่ แล้วผลลัพธ์มันก็แย่
ทั้งๆ ที่วันๆ ก็ไม่ได้ทำอะไร
แต่มันเหนื่อยจริงๆ
เหมือนกับว่าร่างกายไม่ได้ทำอะไร
แต่ในใจแบกรับอะไรต่างๆ นานาไว้มากมาย
อยากรู้เหมือนกันว่าสมองคนเราจะรับเรื่องราวมากมายได้แค่ไหน
ถ้าวันไหนมันไม่ไหวขึ้นมาก็คงประสาทแดก
เหมือนช่วงเวลาที่ผ่านมามีความสุขอยู่กับอะไรปลอมๆ
ฝันเพียงว่าตัวเองจะได้เจอแต่สิ่งดีๆ
แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่
อยากเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ อยากตั้งใจมากกว่าเดิม 2009/1/10 คนบ้า เมื่อวานเราเจอคนบ้า หรือเราว่าเขาบ้านะ ใส่ชุดนิสิต
ตอนแรกก็ดูปกติดีอยู่หรอก แต่... มาดูดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา
เขาเดินทั่วสามย่านเพื่อซื้อหนังสือที่ต้องการ
ร้านที่1 มีแต่หนังสือการ์ตูน ผ่าน
ร้านที่2 ก็มีแต่การ์ตูน ดูท่าทางเขาเริ่มหงุดหงิด แต่ยังไม่ย่อท้อ
เดินไปร้านที่อยู่ติดถนน ซึ่งก็ไกลเหมือนกัน
ร้านที่3 มองตั้งนานก็ไม่มี คนขายก็มองๆ หน้า หน้าตาเขาคงดูมีพิรุธ
แต่แล้วเขาก็เปล่งเสียงถาม อะเดย์เล่ม 100 มีมั้ยคะ?
คนขายหาๆ แป๊บนึง "อ้อ หมดแล้ว"
"แ - ง" เขาสบถ
ด้วยความที่อยากอ่านมาก แต่ร้านหนังสือที่เขารู้จักก็อยู่ไกลถึงมาบุญครอง
เงินก็มีน้อยนิด หนังสือก็อยากได้ ที่เรารู้เพราะเห็นเขาบ่นๆ น่ะ
เขาอุตส่าห์เดินไปรอรถเมล์หน้านิติ รถผ่านไปหลายคันเขาก็ยังไม่ขึ้นเสียที
พอสาย 25 มาเขาก็ขึ้น อ๋อ จะขึ้นสีแดงนี่เอง
พอนั่งไปได้ 2 ป้าย
กระเป๋ารถเมล์ก็พูดขึ้น "ไม่จอดมาบุญครองนะค้า ลงป้ายนี้เลยค่ะ"
เขาเลือดขึ้นหน้าทันที
ลงจากรถเมล์
เขาสบถเสียงดัง
"แม่งกูจ่ายเจ็ดบาทเพื่อนั่งรถเมล์ 2 ป้ายเหรือ สัด"
เขาหยุดคิดแป๊บนึง เหมือนกำลังคิดว่า เข้าหอเลยดีมั้ยในเมื่อตอนนี้ก็อยู่หน้าหอแล้ว
หรือจะเดินไปซื้อ เหมือนระหว่างที่เขาตัดสินใจ ขาเขาก็เดินไปแล้ว
ไป...มาบุญครอง
ขาออกเดิน แต่ใบหน้ายังว่างเปล่าด้วยกำลังคิดว่า"กูทำอะไรอยู่เนี่ย" ม้าง
แต่ใบหน้ายังคงแฝงความกังวล และความ "แม่งเอ้ย" อยู่
ไปถึงมาบุญครอบ กดลิฟต์ขึ้นชั้น 5
ตึ้งงงง เซคคั่นฟอร์ ...... (ฟังไม่ออก)
ตึ่งงงง เติร์ดฟอร์.......(ฟังไม่ออก)
ตึ้งงงง โฟร์ท ฟอร์ มันนี่ พาร์ก แบงกิ้ง โซน (ม้าง)
ตึ้งงงง เดอะ ฟิฟท์ ฟอร์... อินเตอร์แนชั่นนอล ฟู้ด เซ็นเตอร์... บลาๆๆ (เสียงลิฟต์มาบุญครองน่ะ)
เดินฉับๆๆๆ ไป นายอินทร์ ไหนๆๆๆ เขาหาด้วยความกังวล
โอ้ เจอแล้ว หน้าเขาเปลี่ยนสีทันที (ดูมีเลือดฝาดขึ้นนิดนึง ไม่แน่ใจว่าเพราะเดินเหนื่อย หรือดีใจ)
แต่สักพัก หน้าก็เริ่มเหี่ยวกลับมาเท่าเดิม
เขาคิดอะไรอยู่แป๊บนึง มองซ้ายมองขวาด้วย ยังกะจะขโมย แต่แล้วเขาก็วางคืน โดยเอานิตยสารหัวอื่นบังไว้
อ๋อ มันเหลือเล่มเดียวนี่เอง แถมยังยับอีกต่างหาก แต่ก็แอบเลวนะเนี่ย ที่เขาไปแอบไว้อย่างนั้น ทำตัวอย่างกับเด็ก
อ่าวววววววววววว
เขาเดินออกจากร้านไปแล้ว ไปไหนอีก
เขาขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้น 6
ตึ้งงง อ่อ ไม่ใช่ลิฟต์ ไม่มีเสียง ลืม แหะๆ
เขาเดินไปทางฟู้ด คอร์ท ทำไม??
อยู่ดีๆ ก็หิวข้าวเหรอ
แล้วเขาก็ไปหยุดหน้าร้านขายนิตยสารเหมือนแผงลอยในฟู้ด คอร์ท
แล้วหน้าบูดๆ ก็กลับมายิ้มแย้ม เมื่อเขาเห็นอะเดย์ตั้งหลายเล่ม
เลือกใหญ่เลยนะนั่น
เขาหยิบเล่มที่สองนับจากด้านบน ส่งให้ลุงแคชเชียร์ใจดี (ม้าง)
ลุงรับมาพร้อมรอยยิ้ม แล้วพูดว่า "อะเดย์หรือจ๊ะ 70บาทจ๊ะ"
เขาส่งเงิน พร้อมบอกไม่เอาถุง ดูเป็นคนดีเหมือนกันนะเนี่ย
แล้วก็เดินออกจากร้านด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข
เหมือน5 นาทีที่แล้วไม่ได้เกิดอะไรขึ้น
แต่ละก้าวช้าลงกว่าเดิม เขาเดินไปเรื่อยๆ พร้อมยิ้มให้กับตัวเองอย่างเป็นสุข
และนี่ก็คือคนบ้าที่เราเจอ เดี๋ยวก็ยิ้ม เดี๋ยวก็โกรธ แถมทำตัวแปลกๆ อีก บ้าไปแล้วล่ะคนนั้นอ่ะ
|
|
|